เส้นทางของ”รัฐบาลนิดสอง” ยังมีความ”อลเวง”ไปข้างหน้า เพราะ”คล้อยหลัง”การเดินทางไปเยือน”ต่างประเทศ”ของ”เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีเพียง”อึดใจ” บรรดา 40 วุฒิสมาชิก ก็ยื่นเรื่อง”ถอดถอน”ให้ “เศรษฐา ทวีสิน” พ้นจากตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี”จาก กรณีการเสนอชื่อของ”พิชิต ชื่นบาน” ดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรีสำนักนายก” โดยไม่ฟังคำ”ทักท้วง” ของฝ่ายต่างๆ ที่เห็นว่า”ไม่เหมาะสม” และ”ผิดกฎหมาย”รัฐธรรมนูญ”นี่คือเรื่อง”ได้ไม่คุ้มเสีย” กับการที่” “นายใหญ่” ต้องการที่จะ”ตอบแทน” ทนาย”มือหนึ่ง” ที่ตนเอง”ไว้เนื้อเชื่อใจ” ให้มี”เกียรติยศ” ทางการเมือง แต่กลายเป็น”เผือกร้อน” ในมือ”รัฐบาล” และ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ก็”รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม” รับเรื่องและนัดฟังคำ”วินิจฉัย” ทันทีในวันที่ 23 พ.ค. ก็ดีนะ เรื่อง”ผิด-ถูก” ในประเด็นที่มีการ”ถอดถอน” จะได้ไม่”ยืดเยื้อ” ให้เกิด”สูญญากาศทางการเมือง” ถ้า”เสี่ยนิด” ต้อง”หยุดปฎิบัติหน้าที่ “ ก็คงเป็นหน้าที่ของ”เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม เวชชัย “รองนายกรัฐมนตรี และ เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์” ทำหน้าที่ “รักษาการ”แทน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ต้องโทษใครต้องโทษ”นายใหญ่” และ”เสี่ยนิด” ที่”สะดุดขาตนเอง” ตนอาจจะ”คว่ำข้าวเม่า” โดยเฉพาะ”นายใหญ่” ที่กำลัง”เลยธง” มากขึ้นๆเรื่อยๆ เข้าตำรา” อยู่ไม่เป็น,เย็นไม่พอ”รอไม่ได้” ปัญหาทั้งหมดของ”เพื่อไทย” เกิดจากการ”ประมาท เลินเล่อ” และ”ลุแก่อำนาจ” ของ”นายใหญ่” ทั้งสิ้น
และคงจะต่อด้วยเรื่องของ”พรรคก้าวไกล” ที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ”ให้”ก้าวไกล” ทำการ”แก้ต่าง” ในข้อกล่าวหาที่ร้องให้มีการ”ยุบพรรค” ที่เชื่อว่า หลังจากมีการ”แก้ต่าง” ตาม วัน เวลา ที่กำหนด แล้ว “ศาลรัฐธรรมนูญ” คงจะกำหนดวัน”ตัดสิน” จะ”ปล่อยผี” หรือจะ”ตัดคอ” บรรดา”กองเชียร์” และ”กองแช่ง” คงไม่ต้องรอนาน แต่ถ้าถาม”เกจิ” หรือ”กูรู” ทางการเมือง ทุกคนบอกว่า”รอดยาก” แต่เรื่อง”ไม่รอด” พรรค”ก้าวไกล” ทำใจได้นานแล้ว และมีการ”เตรียมการ” ที่จะ”ไปต่อ” โดยไม่”ย่อท้อ” ต่อการที่จะ”ตาย”เพื่อ”เกิดใหม่” ที่ “ก้าวไกล”เชื่อว่าจะ”ยิ่งใหญ่” กลายเป็น”เบอร์หนึ่ง” ทางการเมืองในการ”เลือกตั้ง” ใน “อนาคต” ส่วนจะ”เป็นจริง”ตามนั้นหรือไม่ อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะ”การเมืองไทย” อะไรก็”เปลี่ยนแปลง”ได้ทั้งสิ้น
เรื่องของ”บุ้ง ทะลุวัง” หรือ”เนติพร เสน่ห์สังคม” ที่”เสียชีวิต” ด้วยการ”อดอาหาร”ประท้วง” เพื่อให้ผู้ต้องหาใน”คดี 112” ได้รับการประกันตัวจน”เสียชีวิต” ในขณะอยู่ในการควบคุมของ”กรมราชทัณฑ์” ก็อย่ามองว่าเป็น”เรื่องเล็ก” สำหรับ”รัฐบาล” ที่จะต้อง”แสดงออก” ต่อ”ผู้คนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต่อ”กฎหมาย” ที่ “บังคับใช้” ว่ามีความ”เหมาะสม” หรือไม่ ใช่ เข้าใจนะ ถ้า”อดข้าว” แล้ว ได้ในสิ่งที่”ต้องการ” ทั้งที่”ผิดหลัก”ของ”กฎหมาย” ก็เป็นเรื่องที่”ไม่ถูกต้อง” แต่ เมื่อสังคมถามว่า ความผิดที่เกิดขึ้น “เขาสมควรตาย” หรือไม่ ก็เป็นหน้าที่ของ”รัฐบาล” ที่ต้องมี”คำตอบ” ให้กับสังคมเช่นกัน การตายของ”บุ้ง ทะลุวัง” ฝ่าย”สนับสนุน” เชื่อว่าจะไม่ตายอย่าง”เปล่าเปลือง” ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะเป็นการตายที่”หนักแน่นปานขุนเขา” หรือ”เบาบางปานขนนก” คงจะเห็นไม่นานเกินรอ
เรื่อง”กัญชา” จาก”การค้า” และ”สันทนาการ” ที่เป็นการ”ผลักดัน” ของ”พรรคภูมิใจไทย”ใน รัฐบาล ที่ผ่านมา ที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “ เป็น”นายกรัฐมนตรี” และ”เพื่อไทย” ก็”ยกมือ” สนับสนุน”เห็นด้วย” กับการเอา”กัญชา” ออกจากการเป็น”ยาเสพติด” แต่วันนี้เมื่อ”เพื่อไทย” เป็น”รัฐบาล” เรื่อง”กัญชาเสรี” กำลังให้กลับมาเป็น”ยาเสพติด”เหมือนเดิม เรื่องนี้อย่างคิดว่า”ภูมิใจไทย” ไม่”รู้สึกรู้สา” นี่คือ”บาดแผล” ที่นำไปสู่”รอยร้าว”ของ”พรรคร่วม” และรอวันที่จะ”ล้างแค้นล้างอาย” ถ้านโยบาย”ดิจิตัลวอลเล็ต” ที่เป็น” หัวใจ” ของ”เพื่อไทย” ถูก”ภูมิใจไทย” ไม่เห็นด้วยถามว่า”เสถียรภาพ”ของ”รัฐบาลชุดนี้จะ”ง่อนแง่น” หรือไม่ วันนี้เรื่อง”กัญชา” จึงกลายเป็นประเด็นในการ”งัดข้อทางการเมือง” และถ้ารัฐบาลไม่มี”เสถียรภาพ” เชื่อหรือว่า”นักลงทุน” ที่”เสี่ยนิด” เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี ที่อุตสาห์”ข้ามน้ำข้ามทะเล” ให้นัก”ลงทุน” มาลงทุนในประเทศไทย เขาจะมาลงทุน การเดินทางไปทำหน้าที่”เซลล์เมน” ของ”เสี่ยนิด” อาจจะเป็นการ”สูญเปล่า” ทั้ง “เวลา”และ”งบประมาณ” ทั้งหมดคือ”ตุ้มถ่วง” และอาจจะเป็น”ระเบิดเวลา” ที่ทำให้”รัฐบาลนิดสอง” อายุสั้น” และต้องมีการ”เปลี่ยนแปลง” อีกครั้ง
เช่นเดียวกับ กรณีเรื่องของ”เรือดำน้ำ” ระหว่าง”รัฐบาลไทย” กับ”รัฐบาลจีน” ที่แม้จะมีการ”เจรจา”กันหลายรอบ และรอบสุดท้ายตัวแทน”รัฐบาลจีน” มา”เจรจา”กับ”รัฐบาลไทย หรือ”กระทรวงกลาโหม” ที่ กรุงเทพฯ แต่ก็ยังกลายเป็นเรื่อง”ทศนิยม”ที่ไม่รู้จบ เพราะไม่มีการ”ตกลง” ที่แน่ชัด รู้เพียงว่ายังจะ”เดินต่อ” โดยไม่มีการ”ยกเลิกสัญญา” เป็นการแถลวงข่าวที่”พลิ้วไปพลิ้วมา” ของ”สุทิน คลังแสง” รมว.กลาโหม เรื่องของ”เรือดำน้ำ” ถ้า”จีนผิดสัญญา” สิ่งที่ถูกต้องคือ”ยกเลิกสัญญา” ส่วนเงินที่จ่ายไปแล้ว ก็ต้องมีการ”ฟ้องร้อง” ถ้าจะกลัวว่าการ”ยกเลิกสัญญา” จะทำให้”มหาอำนาจ” อย่าง”ประเทศจีน” โกรธ และไม่พอใจ และอาจจะส่งผลการะทบต่อ”เศรษฐกิจ” การค้า”ของประเทศไทย” ถ้าคิดอย่างนี้ใน”อนาคต” ไม่ว่า”จีน” ทำอะไรก็”ถูกต้อง”แม้แต่”จีน” มี นโยบายในการ”ยึดประเทศ” ก็เป็นเรื่องที่”ถูกต้อง” และต้อง”เกรงใจ” อย่างนี้ก็ไม่ถูก” การ”เจรจา” เรื่องของ”เรือดำน้ำ” เรา”หงอ”จีนเกินไปหรือไม่ เพราะขนาดที่จีน ซึ่ง”ผิดสัญญา” เขาบอกว่าเขาไม่”พอใจ” และไม่อยากฟังคำว่า”ค่าชดเชย” ในการ”ผิดสัญญา” เราก็ไม่กล้า แม่แต่จะ”ยื่นขอเสนอ” ให้มีการ”ชดเชย” การ”ผิดสัญญา” ของ”จีน” เรื่องของ”เครื่องเรือดำน้ำ” สุดท้าย”เรือดำน้ำ” ถ้าจะ”ไปต่อ” ต้องรอ”มติ” จาก”สภาผู้แทนราษฎร์”.….. จำได้ว่าเรื่องของเรือดำน้ำจีน ”ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร” สส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เป็นผู้”เปิดโปง” ให้”รัฐบาล” ของ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น “ยกเลิกสัญญา”การซื้อเรือดำน้ำจากจีน และ”เพื่อไทย” ก็เห็นด้วย มาวันนี้ถ้าเรื่อง”เรือดำน้ำจีน” เข้าสภาผู้แทน” เพื่อให้มีการ”ลงมติ” ก็ต้องติดตามดูว่าจะมีการ”พลิกมติ” แบบเดียวกับ”กัญชาเสรี” หรือไม่ ที่สุดแล้ว การไม่อยู่”ในร่องในรอย” ของ”รัฐบาล” ก็จะกลายเป็น”จุดเสื่อม” อย่างรวดเร็วของ”รัฐบาล” ที่มี”เพื่อไทย”เป็น”แกนนำ” และมี”เศรษฐา ทวีสิน” เป็น”นายกรัฐมนตรี” ที่ “ยิ่งนานวัน” ยิ่งมีคำถามจากทุก”สารทิศ” ที่”กระหึ่ม” ขึ้นทุกขณะว่า”เสี่ยนิด” เป็น”นายกรัฐมนตรี” ที่มี”อำนาจ” ตาม”กฎหมายรัฐธรรมนูญ”แต่ไม่มีอำนาจในการ”บริหารราชการแผ่นดิน” ใช่หรือไม่
เห็นด้วยอยู่นะที่ “กรมการปกครอง” ตั้งงบประมาณในการซื้อ”ปืนเล็กยาว” หรือ”ปืนยิงเร็ว” จำนวน 95 กระบอก เพื่อเป็นอาวุธประจำกายของ “อาสาสมัครรักษาดินแดน” หรือ” อส.” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเพิ่ม”ประสิทธิภาพ” ในการป้องกันเหตุและป้องกันตัว เพราะ “สถานการณ์ความรุนแรง” ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะ” ยุติ” แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือต้อง”ป้องกัน” อย่าให้ปืนที่มี”ประสิทธิภาพ” เหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของ”กองกำลังติดอาวุธ” ของบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น เพราะที่ผ่านมา”อาวุธปืนประจำกาย”ของ”อส.” จำนวนมาก ที่ถูก”กองกำลังติดอาวุธ” ของ”บีอาร์เอ็น” แย่งชิงไป….. รวมทั้งมีการ”แอบขาย” ให้กับ” แนวร่วม” ของ”บีอาร์เอ็น” เช่น” อุปกรณ์” เช่น”กล้อง เครื่องวัดระยะ และ ฯลฯ ที่ยึดได้จากการ”วิสามัญ” กองกำลังติดอาวุธ”ของ”บีอาร์เอ็น” ที่บ้านน้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี เป็นของ กองร้อย อส. อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ที่สำคัญที่ต้องถามไปยัง” อธิบดีกรมการปกครอง” ปืน เอ็ม 16 จำนวน 20 กระบอก ที่ “อส. กองร้อย อ.เมือง จ.นราธิวาส แอบขายให้กับ”แนวร่วม” ของ”บีอาร์เอ็น” วันนี้ได้คืนมาบ้างแล้วยัง และเรื่องนี้ นอกจาก” อส.” ที่ตกเป็น”ผู้ต้องหา”แล้ว “นาย” ระดับสูง มีใครต้อง”รับผิดชอบ” หรือไม่
เมื่อ”โดรน” กลายเป็น”ของเล่น” ชิ้นใหม่ของ”แนวร่วม”ของ”บีอาร์เอ็น” ในพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงมีข่าวพบ”โดรน” ที่ นั่น ที่นี้ เช่นพบในพื้นที่ จ.ยะลา พบที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส และ ล่าสุดพบที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานีถึง 3 ลำ นี่คือการเล่น”สงครามประสาท” ของ”บีอาร์เอ็น”ต่อ”เจ้าหน้าที่รัฐ” ก็เป็นหน้าที่ของ” กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ต้อง”ตรวจค้น” ว่า”โดรน” ที่ถูกใช้”ก่อกวน” เจ้าหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการ”ซุกซ่อน” ที่ไหน อย่ารอจน”โดรน” พวกนี้ถูกนำไป”ติดระเบิด” เพื่อ”ปฏิบัติการจริง” แล้วค่อย”ค้นหา” ก็ไหนว่า วันนี้”กอ.มน.ภาค 4 ส่วนหน้า” มีการ”จัดซื้อ” เครื่องไม้เครื่องมือ ที่เป็น”นวัตกรรม” ใหม่ๆ เพื่อใช้ในการ”ต่อต้านการก่อการร้าย” ก็อยากเห็นนะว่า “ใช้ได้จริง” หรือไม่ เพราะเรื่องของ”เรือเหาะ” ที่ซื้อมาแล้ว”ไม่เหาะ” ยังเป็นเรื่องที่”หลอกหลอน” คนในพื้นที่ยังไม่หาย……”อุปกรณ์” ที่” บีอาร์เอ็น” ใช้ในการ”ประกอบระเบิดแสวงเครื่อง” ก็มาจาก” มาเลเซีย” และ”กระสุนปืน” ที่ “บีอาร์เอ็น” ใช้ในการ”โจมตี” เจ้าหน้าที่ และ ประชาชน ก็มาจาก”มาเลเซีย”สถานที่”ฝึกฝน” ในเรื่องการทำ”ระเบิดแสวงเครื่อง” ก็เป็น”หมู่บ้าน”ใน”แนวชายแดน” ที่ติดกับฝั่งไทย “ สำนักงานใหญ่ของ “บีอาร์เอ็น” ก็ ตั้งอยู่ใน”รัฐกลันตัน” ประเทศมาเลเซีย แล้วทำไม”รัฐบาล” และ”กองทัพ” จึงต้องไปเปิด”โต๊ะการพูดคุย” กับ”ตัวแทนของบีอาร์เอ็น” ให้ เสียเวลา และ”เปล่าประโยชน์” เรื่องที่”ควรทำ” คือการ”เปิดโต๊ะ” เพื่อ”พูดคุย” กับ”ผู้นำของประเทศมาเลเซีย” ให้ดำเนินการกับ”บีอาร์เอ็น” เช่นเดียวกับที่”รัฐบาลมาเลเซีย” ในอดีต ที่เคย”เปิดโต๊ะเจรจา” กับ”รัฐบาลไทย”กับ”กองทัพ” ให้ช่วยดำเนินการกับ”โจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา” ที่อาศัยอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย จนสุดท้าย”รัฐบาลไทย” และ”กองทัพไทย” นำ “พลพรรค”ของ”โจรจีน” กรม 8 กรม 10 และ กรม 12 ออกมาจากป่าได้ทั้งหมด เป็นการ”ยุติ”การ”ก่อการร้ายให้กับประเทศมาเลเซีย จบปัญหา”เสี้ยนหนาม” ให้กับ”ประเทศมาเลเซีย จวบจนทุกวันนี้
ส่วนการเดินทางไป”พูดคุย” ระหว่างประธานฝ่ายเทคนิคของทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายไทยมี “พล.ท.ปราโมทย์ พรหมอินทร์” แม่ทัพน้อยที่ 4 เป็นประธาน ฝ่าย”บีอาร์เอ็น” มี”ดร.นิมะ เจ๊ะเตะ” เป็นประธาน เมื่อวันที่ 19-20 พ.ค. ที่ผ่านมา ที่ “กรุงกัวลาลัมเปอร์ “ ประเทศมาเลเซีย ส่วนหลังการ”เจรจา” ทั้งสองฝ่าย ก็ยังไม่มี”ฝ่ายไหน” ออกมา”เปิดเผย” ถึงรายละเอียด หรือที่ไม่มีการ”แถลง” เป็นเพราะเหมือนกับการ”พบปะ” ในหลายครั้งที่ผ่านมาคือไม่มีความคืบหน้าเป็นการ”พูดคุย”แบบ” ขี่ม้าเลียบค่าย” หรือเป็นการ”เสวนา”แบบ”ไปไหนมา สามวา สองศอก” อย่าลืมนะว่า ทุกคนรอฟัง……แต่ช้าแต่ เวทีการ”พูดคุย”ยังไม่จบสิ้น “กองกำลังติดอาวุธ”ของ”บีอาร์เอ็น” ก็ใช้”ระเบิดแสวงเครื่อง” และ”อาวุธปืน” เข้า”โจมตี” กำลัง อส. ชุดคุ้มครองครู ที่ ต.เกียร์ อ.สุคิริน และที่ ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 19 พ.ค. ผลคือ มี อส.”พลีชีพ “ 1 ราย บาดเจ็บทั้ง 2 ชุด จำนวน 11 คน นั้นคือคำตอบจาก”ฝ่ายทหาร” ของ”บีอาร์เอ็น” ว่าไม่ได้เห็นด้วยกับการ”พูดคุยสันติสุข” และ”ยุทธศาสตร์” ของ”บีอาร์เอ็น” ในปี 2567 คือการใช้”ความรุนแรง” กับ”เจ้าหน้าที่รัฐ หรือ” บีอาร์เอ็น” รู้”จุดอ่อน” ของ”กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ดีว่า ไม่มี”ประสิทธิภาพ” ในการ”รักษาความปลอดภัย” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้จริง จึงให้ นโยบาย ความรุนแรง เพื่อ”กดดัน” ให้การ”พูดคุย”เป็นไปตาม”หมากเกม” ที่”บีอาร์เอ็น “ ต้องการ และที่น่า”เป็นห่วง” คือเจ้าหน้าที่”ชุดเก็บกู้ระเบิด” ที่เข้าไปเก็บกู้ระเบิด กลับถูก”ระเบิดแสวงเครื่อง” ลูกที่ 2 ที่ “กองกำลังติดอาวุธ”ของ”บีอาร์เอ็น” วางเป็น”กับดัก”เอาไว้ ทำให้ เจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิด”บาดเจ็บสาหัส” ไปอีก 1 ราย ประเด็นนี้มีข้อ”ข้องใจ” ว่า ในการ”เก็บกู้วัตถุระเบิด” ในที่เกิดเหตุแต่ละครั้ง ชุดเก็บกู้ระเบิดมี”เครื่องมือ” ที่มี”ประสิทธิภาพ” ในการ”ตรวจสอบ”ระเบิด” ที่ถูกวางเป็น”กับดัก” หรือไม่
ความ”เพลี่ยงพล้ำ” ของ”เจ้าหน้าที่รัฐ” ที่เกิดขึ้น ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการ”ตอกย้ำ” ให้”ประชาชน”เข้าใจว่า” บีอาร์เอ็น” เป็น” กองกำลัง”ที่มี”ประสิทธิภาพ” ที่เหนือกว่า “เจ้าหน้าที่รัฐ” ความ”มั่นใจ” ใน “อำนาจรัฐ” ของ”ประชาชน” ในพื้นที่จึงถูก”ลดทอน” ลงเรื่อยๆ เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่” พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์” ผบ.ทบ. และ “พล.ท. ศานติ ศกุนตนาค” ต้องให้ความสำคัญ……ประชาชน ในพื้นที่ ผู้นำ”ท้องที่” ต่าง”รู้เห็น” ว่า”แนวร่วม” ในพื้นที่มีใครบ้าง รู้ถึงการ”ก่อเหตุ” แต่ละครั้ง แต่ที่ไม่มีใครกล้าที่จะ”แจ้งเบาะแส” ให้เจ้าหน้าที่” เป็นเพราะ ประชาชน และ ผู้นำท้องที่ ต่างรู้ดีว่า”อำนาจรัฐ” ไม่สามารถ”คุ้มครอง”ความปลอดภัยให้เขาได้ เขาจึงเลือกที่จะ”อยู่นิ่งๆ” เชื่อเถอะ ถ้า “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังไม่สามารถ”สถาปนาอำนาจรัฐ” ให้เกิดขึ้นใน”จังหวัดชายแดนภาคใต้” กำลัง เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร และ กองกำลังท้องถิ่น ก็ไม่สามารถที่จะ ทำให้ “สถานการณ์” ใน”จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความสงบเกิดขึ้น
จบจากเรื่อง “ทหาร” เรื่องความมั่นคงที่”ไม่มั่นคง” ก็มาถึงเรื่องของ”ตำรวจ” กันบ้าง หลังจากที่”บิ๊กโจ๊ก” พล.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ล่อกับ”บิ๊กต่อ” พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.ที่ช่วยราชการอยู่ สำนักนายกฯ จน “กรมปทุมวัน”เละเป็นโจ๊ก” และยังไม่รู้ผลว่าจะ”ออกหัว ออกก้อย” ว่าจะได้กลับไปยัง”กรมปทุมวัน”หรือไม่ วันนี้ “บิ๊กโจ๊ก” ไม่หยุดอยู่แค่นั้น ยัง”เดินสาย” ล่าลายเซ็น” จาก”มวลชน”ใน”ภาคใต้” เพื่อการ”ถอดถอน” คณะกรรมการ ปปช. เป็นการ”ทุบบ้านเอง” แล้วเดินไป”กวาดบ้านเพื่อน” ก็ดูให้”สนุกสนาน” และเอาไปคิดกันเองว่าเป็นเรื่องการ”ล้างแค้น” หรือเป็นการ”ทำความสะอาด”ประเทศไทย และถ้าเป็นการ”ทำความสะอาดประเทศไทย” ก็ฝาก ”บิ๊กโจ๊ก” ให้เข้าไป”ปัดกวาด” อีกหลายหน่วยงานของประเทศนี้ ที่”เลอะเทอะ” ไปด้วย”ผลประโยชน์” และการ”เล่นพรรคเล่นพวก”เอาให้”หนัดเหนียน” กันไปเลย แต่ที่น่าเห็นใจคือ”ลูกน้อง” ที่ยังมี”ตำแหน่ง” ในพื้นที่ ซึ่ง”บิ๊กโจ๊ก” ออกมา”เคลื่อนไหว” ต่างอยู่ในอาการ”หวาดผวา” เพื่อกล้าแต่งเครื่องแบบ ไม่กล้าที่จะ”ออกหน้า” มารับนาย เพราะกลัวการถูก”หางเลข” จากความ”ขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้นใน “กรมประทุมวัน”
นี่ก็เรื่องของ”ตำรวจ” ที่ จ.พัทลุง ซึ่งเป็นเมืองที่ทุก”เหตุการณ์” ต้องมี”ตำรวจ” หรือไม่ก็”นักการเมือง” เข้าไปมีส่วน”เกี่ยวข้อง” เป็นประจำ เรื่องการจับตัว”ชาวอินโดนีเซีย” จาก” อ.หาดใหญ่ ไป “กักขัง” ไว้ในพื้นที่ อ.เมือง จ.พัทลุง เพื่อเรียก”ค่าไถ่” 2 ล้านบาท “สืบไปสาวมา” กลายเป็นว่ามี “ดาบตำรวจหญิง” เป็น หนึ่งในแก็งค์ของ”ผู้ต้องหา” และ “สาวย่าน” ต่อไปก็พบว่าทั้งแก็งค์เป็นแก็งค์ของ”แป้ง นาโหนด” นักโทษ”ผู้หนีคดีจากเรือนจำ จ.นครศรีธรรมราช ที่ถ้า”สืบสาวราวเรื่อง”กันจริงๆ ก็จะพบว่า มีความสัมพันธ์กับ”นายตำรวจ” ระดับสูง ที่เคยรับราชการอยู่ใน จ.พัทลุง และเป็น”ลมใต้ปีก “ ให้กับ”แป้ง นาโหนด” ซึ่งข่าวจาก”สายสืบ”ของตำรวจ พบว่าเรื่องจับชาว”อินโดนีเซีย” มาเรียก”ค่าไถ่” ข้อเท็จจริง เป็นเรื่องของ”ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ” ที่มี”นักค้ายาเสพติด” ใน แก็งค์ของ”แป้ง นาโหนด” ใน จ.พัทลุง และ จ.สงขลา ส่ง”ยาไอซ์” ให้กับพ่อค้าชาว”อินโดนีเซีย” โดยที่ยังไม่ได้”จ่ายเงิน” โดยให้”เพื่อนรวมแก็งค์” เป็น”ตัวประกัน” จ่ายเงินเรียบร้อยแล้วจึง”ปล่อยตัวประกัน” แต่มีการ”เบี้ยว”เกิดขึ้น” ทำให้”ตัวประกัน” ถูก”ข่มขู่” ให้ติดต่อกับทางครอบครัว ที่ประเทศอินโดนีเซีย โอนเงินมาไถ่ตัว…..เรื่องนี้ถ้า”กงสุลอินโดนีเซีย” ประจำจังหวัดสงขลา ไปติดต่อประสานงานกับ”ตำรวจ”ให้เข้าไปช่วยเหลือตัวประกันออกมาได้ทัน ตัวประกันอาจจะกลายเป็น”คนตาย” วันนี้ เรื่องนี้ พล.ต.ต. ณฐกรณ์ กาญจนาภรณ์ ผบก.ภ.จว. พัทลุง ต้อง”เดินหน้า” ในการ”คลี่คลาย” คดีนี้ให้ถึงที่สุด เพราะยังมี”ผู้ต้องหา” อีกจำนวนหนึ่ง ที่ยังไม่ถูก”จับกุม” รวมทั้ง”ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ” ที่อยู่ในพื้นที่” พัทลุง” และใน อ.รัตภูมิ จ.สงขลา
นี่ก็เรื่องของ”ตำรวจ” ในพื้นที่ซึ่งอยู่ติดกับ”ชายแดนมาเลเซีย” ที่กลายเป็นที่” พักพิง” และที่”หลบซ่อน” ของ”แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง” ทั้งที่เป็น”เมียนมา” และ”โรฮีนจา” ซึ่งใช้”รีสอร์ต” ในพื้นที่แนวชายแดน ในการ”พักพิง” เพื่อรอ”ไฟเขียว” ให้”ข้ามฝั่ง”ไปยังประเทศมาเลเซีย “รีสอร์ต” เหล่านี้ ไม่เคยมีการ”ตรวจค้น” เพราะมีการ”จ่ายส่วย” ให้ “เจ้าหน้าที่” ในพื้นที่เป็น รายหัวๆละ 500 บาท เรื่องอย่างนี้ไม่ทราบว่า “พล.ต.ต.ไมตรี สันตยานุกุล “ ผบก.ภ.จว. นราธิวาส เคยได้ยินข่าวนี้หรือไม่
และอีกประเด็น เรื่องของ”น้ำมันเถื่อน” ที่ “ทะลัก” จาก”มาเลเซีย” วันนี้มีข้อตกลง ระหว่าง”พ่อค้าน้ำมันเถื่อน” และ”เจ้าหน้าที่” ในการเปิด”ไฟเขียว” ให้”ผ่านด่าน”ได้ในเวลา”กลางคืน” ซึ่งข่าว”วงใน” แจ้งว่า ถ้าด่านไหนไม่ให้ผ่าน จะมีการใช้”แนวร่วม” ของ”บีอาร์เอ็น” เป็นผู้จัดการ” โจมตี “ มิน่า ”ด่าน”ในพื้นที่ จ.นราธิวาส มี ก็เหมือนไม่มี เพราะต้องตกอยู่ใน”อิทธิพล” ของ”บีอาร์เอ็น” นี่เอง
เมื่อพื้นที่ของ “เมืองท่องเที่ยว” ในภาคใต้ตอนบน กลายเป็นที่”ทำมาหากิน” ของ”ชาวต่างชาติ” ที่เข้ามาในคราบของ”นักท่องเที่ยว และเมื่อมีการ”ขัดผลประโยชน์” ก็จะมีการ”จัดการ”ด้วยการ”ฆ่าทิ้ง” ล่าสุด ชาวปากีสถาน ฆ่า ชาวอินเดีย ในพื้นที่ จ.พังงา เพราะขัด”ผลประโยชน์” ในธุรกิจที่”ผิดกฎหมาย” แม้ว่าหลังการก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จะ”จับกุมฆาตรกร” มาดำเนินคดีได้ก็จริง แต่ถ้า “ตำรวจ” และ “หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” ยังไม่มีการ”เข้มงวด” กับ”ชาวต่างชาติ” ที่”หลั่งไหล” เข้ามาใน “เกาะภูเก็ต,,เกาะสมุย, เกาะพะงัน” และอื่นๆ คดีการฆ่ากันเองของ”ชาวต่างชาติ” ก็จะเกิดขึ้นอีกจำนวนมาก เพราะ วันนี้ “ต่างชาติ” หลายชาติหลายภาษา ไม่ได้เข้ามาเพื่อ”ท่องเที่ยว” หรือเพื่อ”ลงทุน” ในธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เข้ามาทำ”ธุรกิจผิดกฎหมาย” เพราะ”เจ้าหน้าที่” ในพื้นที่เหล่านั้น”ซื้อ” ด้วย”เงิน” ได้ นั่นเอง พล.ต.ต.สุรพงษ์ ถนอมจิต “ ผบช.ภ 8 ต้องมี นโยบายในการ”กวาดล้างให้หมดสิ้น
เป็นเรื่องที่”ไม่ง่าย” สำหรับการใช้”กฎหมาย” เข้าทำการ”รื้อถอนโพงพาง” ใน”ทะเลสาบสงขลา” ทั้งเป็นทั้งเครื่องมือการทำประมงที่”ผิดกฎหมาย” และทั้งเป็นการ”รุกร่องน้ำการเดินเรือ” ซึ่งก็ เข้าใจ เห็นใจ และ เห็นด้วย กับการที่”สมนึก พรหมเขียว” ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ใช้ วิธีการ”จากเบาไปหาหนัก” โดยให้ประมงจังหวัด” เข้าความดำเนินคดี กับ”พนักงานสอบสวน” ก่อนที่จะมีการ”รื้อถอน” ส่วนการที่”เจ้าของโพงพาง” ต่อรองให้มีการจ่ายเงิน”ชดเชย” ค่ารื้อถอนปากละ 450,000 บาท ทำไม่ได้แน่ เพราะถ้ามีการ”จ่ายเงิน” ให้กับผู้ที่ทำผิด”กฎหมาย” ต่อไป”ประเทศไทย” คงต้องตั้ง”งบประมาณ” เพื่อ”จ่ายค่าชดเชย” ให้กับคนที่”เป็นโจร” และคนที่”ค้ายาเสพติด” เพื่อให้”เลิกทำผิดกฎหมาย” เรื่อง”โพงพางดักเรือ” ใน”ทะเลสาบสงขลา” ไม่ว่าอย่างไร เมื่อใช้หลัก”รัฐศาสตร์” ไม่ได้ผล ก็ต้องใช้หลัก”นิติศาสตร์” ประเทศต้องมี”กฎหมาย” และคนในประเทศต้อง”เคารพกฎหมาย” และถ้า”ผู้รักษากฎหมาย” ไม่ทำตามที่”กฎหมาย” กำหนด ก็ต้อง”เอาผิด” ตาม”กฎหมาย” มาตรา 157 …….เรื่องของ”โพงพาง” ใน”ทะเลสาบสงขลา” ถูก”พาดพิง”ถึง “ธำรง เจริญกุล” อดีต ผวจ.สงขลา เมื่อ ปี 58-59 ซึ่งเป็นผู้รับบริจาคเงิน 11 ล้านบาท เพื่อ”จ่ายเยียวยา” ให้กับเจ้าของ”โพงพาง” ที่กีดขวาง”ร่องน้ำ”การเดินเรือ ซึ่งตัวแทนของ”ประมงโพงพาง” อ้างกับ”สื่อมวลชน” ว่ามีการทำเงิน 11 ล้านบาท”ตกหล่น” ระหว่างทาง ไม่รู้ไปเข้า”กระเป๋า”ของใคร เพราะ เจ้าของโพงพาง ได้เงินเยียวยาไม่เท่ากัน บางคนได้ 700,000 บาท ตามข้อตกลง บางคนได้ไม่ถึง และมีบางคนได้แค่”หลักหมื่น” เรื่องนี้”ธำรงค์ เจริญกุล” ชี้แจงว่า เงิน 11 ล้านบาท รับจากบริษัทไหนเท่าไหร่ จ่ายให้ใครเท่าไหร่มีการทำ”บัญชี” ไว้เป็นหลักฐาน การจ่ายไม่ได้จ่ายให้เจ้าของ”โพงพาง” ทุกปาก แต่จ่ายเฉพาะ”โพงพาง” ที่ “ขวางร่องน้ำ”หรือที่เจตนาเพื่อ”ดักเรือ” ให้ชนเพื่อเรียกค่า”เสียหาย” เท่านั้น ขอให้เข้าใจตามนี้
ในที่สุดเรื่อง”ขยะหาดใหญ่”ที่ถูกมองว่าเป็น”ขยะการเมือง” เพื่อถูก”ต่อต้าน” จากผู้นำ”ท้องถิ่น” และ”ท้องที่” ใน ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ และ อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา ก็ถูก”คลี่คลาย” จนสามารถนำ”ขยะ” ไปยัง “โรงคัดแยกขยะ” ที่ อ.คลองหอยโข่ง ได้ตามเดิม เรื่องนี้ต้อง”ยกนิ้ว” ให้กับ “พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี” นายกเทศบาลนครหาดใหญ่ ที่ใช้”ความสงบสยบความเคลื่อนไหว” ปล่อยให้”มือรอง” อย่าง”สัมฤทธิ์ บุญรัตน์” รองนายกฯ และทีมงาน แก้ปัญหาได้สำเร็จ หลังจากที่”อลหม่าน” กันอยู่หลายวัน ก็ย้ำอีกที่”เรื่องขยะ” ของ “เทศบาลนครหาดใหญ่ เป็น”เรื่องใหญ่” ที่ “ผู้บริหาร” ต้องมีแผนในการ”บริหารจัดการ” ในระยะยาว เพราะความ”ขัดแย้ง”ทาง”การเมือง” อาจจะ”ปะทุ” ขึ้นอีกโดยมี”ขยะ” เป็น”เหยื่อ” เพื่อ”ประโยชน์” ทาง”การเมือง”…..แล้วพบกันใหม่วันศุกร์หน้า สวัสดีครับ
ไชยยงค์ มณีพิลึก
