ภาพใหญ่ทางการเมือง ที่ต้องจับตาคือเรื่องที่”ศาลรัฐธรรมนูญ” รับเรื่องการ “ถอดถอน” เศรษฐา ทวีสิน ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลายเป็น”ชนักปักหลัง” ที่ต้องรอการ” ที่ทำให้ตำแหน่งของ”ผู้นำประเทศ” ไม่มีความ”สง่างาม” และนอกจากนี้ยังต้อง”ลุ้น”ด้วยความ”ระทึก” ว่า “ศาลรัฐธรรมนูญ” จะ”ตัดสิน” แบบ”ออกหัว” หรือ”ออกก้อย” แม้”กูรู” และ”เกจิ” ทางการเมืองจากหลาย”สำนักดัง” จะออกมา”ฟันธง” ว่า “เสี่ยนิด” จะ”อยู่รอดปลอดภัย” เพราะ”เพื่อไทย” และ”พรรคร่วม”รวมทั้งผู้ที่มี”บารมี” นอก”รัฐธรรมนูญ” ยังต้องใช้”บริการ”ของ”เพื่อไทย” และ”เพื่อไทย” ก็ยังต้องใช้”บริการ” ของ”เสี่ยนิด” ในการ”นำทัพ” ในยามที่ “โพลทุกสำนัก” ชี้ชัดว่า วันนี้ความนิยมในพรรคเพื่อไทยยัง”ตกต่ำ” ดังนั้น” เสี่ยนิด” จึงยังต้องทำหน้าที่”มีดพร้า” ในการ”ฟาดฟัน” สิ่งกีดขวาง และ”ขวากหนาม” เพื่อให้”อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ก้าวขึ้นสู่”ถนนการเมือง” โดย”บอบช้ำ” น้อยที่สุด……วันนี้”เพื่อไทย” แม้”ผลโพล” ที่ออกมาจะ”ตกต่ำ” แต่ หลายฝ่าย ก็ เชื่อว่า เมื่อเทียบกับทุกพรรคการเมืองที่เป็น”พรรคร่วมรัฐบาล” พรรคเพื่อไทย ยังมี”ภาษี” มากกว่าทุกพรรค ที่สามารถ”ต่อกร” กับพรรคก้าวไกล ได้อย่าง”สมน้ำสมเนื้อ” ดังนั้น ณ วันนี้ “เศรษฐา ทวีสิน “ จึงยังอยู่ในโซน”ปลอดภัย” ยังไม่ตกจากตำแหน่ง” นายกรัฐมนตรี” ค่อนข้างชัวร์ เช่นเดียวกับ”ทักษิณ ชินวัตร” แม้ว่า”บริบท” ที่ออกมาจะ”เลยธง” จนมีเสียง”วิพากษ์ วิจารณ์” ถึงความ”เหมาะสม” หรือไม่ แต่ เชื่อว่า สุดท้ายแล้ว ประเทศไทย ยังต้องใช้”บริการ” ของ”ทักษิณ ชินวัตร” แม้ว่าจะต้อง”หวานอม ขมกลืน” ก็กลายเป็นเรื่อง”จำเป็น” ที่ยังต้องใช้”บริการ” ของ” ทักษิณ” ต่อไป เพราะนี่คือ”ประเทศไทย” ที่มีอะไรมากมาย ที่ประเทศอื่นไม่มี
หลังการประชุม เพื่อแก้ปัญหา”เศรษฐกิจ” ที่ยังไม่ยอม”โงหัว” ทั้งที่”เพื่อไทย” เข้ามา”บริหารประเทศ” เป็นเวลาเกือบ 1 ปี จนมีคำถามจากคนทั้งประเทศถึงความ”ล้มเหลว”ของพรรคการเมืองที่”อวดอ้าง” กับ”ประชาชน” มาโดยตลอดว่าเป็นพรรคการเมืองที่เป็น”มืออาชีพ” ในการแก้ปัญหา”เศรษฐกิจ” แต่ดูไปดูมา”ประชาชน” บอกกว่าสู้”มือปฎิวัติ” อย่าง”ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรียังไม่ได้ “เสี่ยนิด” เศรษฐา ทวีสิน ก็ “ลัดฟ้า” ไปยัง”ฮ่องกง” สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อไป”พบปะ” กับ นักธุรกิจ เจ้าของธุรกิจยักษ์ๆ หลายบริษัทด้วยกัน เพื่อ”ชักชวน” ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เป็นการ”ฟื้นฟู” เศรษฐกิจ ที่”ซบเซา” ของประเทศ ซึ่งถ้าติดตาม”บริบท” ของ”เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี พบว่าวิธีการเดียวในการ”กอบกู้” เศรษฐกิจของประเทศไทยคือ”ทุนจากต่างประเทศ”…..ส่วนการ”ฟื้นฟูเศรษฐกิจ”ภายในประเทศ ก็ฝาก”ความหวัง” ไว้กับการเข็ญ”ดิจิตัลวอลเล็ต” ให้ สำเร็จโดยเร็ว และทั้ง 2 เรื่อง ที่”เศรษฐา ทวีสิน” และ”เพื่อไทย” ทำอยู่ ก็ยัง”การันตี” ไม่ได้ว่า จะทำให้”เศรษฐกิจ” ของประเทศ”ฟื้นตัว” โดยเฉพาะ”ทุนนอกประเทศ” ที่ ผ่านไปเกือบ 1 ปี ที่”เศรษฐา ทวีสิน” ทำการ”เที่ยวไล้เที่ยวขื่อ” บางประเทศไปเยือนแบบ”ถี่ๆ” แต่ก็ยังไม่มี “กลุ่มทุน” ประเทศไหนที่ “ยกทัพ” เข้ามา”ลงทุน” ในประเทศไทย สิ่งที่”ติดมือ”ของ”เสี่ยนิด” กลับบ้านคือ”ยาหอม” ส่วน”มันนี่” ยังไม่มีเข้ามาแม้แต่”อีแปะ” เดียว แต่อย่างไรเสีย “คนไทย” ก็ไม่มี”ทางเลือก” และยังต้อง”ฝากชีวิต” ฝาก”ความหวัง” ไว้กับพรรคเพื่อไทยและ”เศรษฐา ทวีสิน” ต่อไป
ราคาปาล์ม ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จากกิโลกรัมละ 7 บาทกว่า วันนี้เหลือเพียง 3.50 บาท เป็นเหตุให้”ชาวสวนปาล์ม” ในภาคใต้ต้องออกมา”เคลื่อนไหว” เรียกร้องให้ “รัฐบาล” เข้ามาดูปัญหาที่เกิดขึ้น และให้ความช่วยเหลือ แปลกที่ชาวสวนปาล์ม “ร้องทุกข์”ไปยัง”วัชระ เพชรทอง” อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ แทนที่จะเรียกร้องกับ”สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ หรือ สส.ประชาธิปัตย์ ในพื้นที่มัวแต่”รอเสียบ” เพื่อ”เข้าร่วม” รัฐบาล จนมองไม่เห็น “ความเดือดร้อน” ของ”ชาวสวนปาล์ม” จนทำให้ชาวสวนปาล์มภาคใต้ต้อง”พึ่งพา” อดีต สส. “วัชระ เพชรทอง “ ซึ่งแม้จะไม่ได้เป็น สส. ในพื้นที่ แต่ก็ออกมา “เรียกร้อง” ให้ “รัฐบาล” เร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจน “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เสนาบดีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้อง”สั่งการ” ให้”วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม” อธิบดีกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และ”คำตอบ” ที่ได้รับจากการ”ลงพื้นที่” เป็น”คำตอบ” ที่เป็นไปตาม”ฟอร์ม” ของ”ข้าราชการประจำ” นั่นคือ ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำเกิดจาก “ดินฟ้าอากาศ” ที่”แปรปรวน” ทำให้ ผลผลิตปาล์ม ไม่มีคุณภาพ เป็นเหตุให้ “ลานปาล์ม” และ”โรงงาน” รับซื้อในราคาต่ำ และ หลังจากที่ “ดินฟ้าอากาศ”ดีขึ้นคือมี”ฝนตก” ปัญหาก็จะเป็น”ปกติ”…..แต่ที่ได้ข่าวมา เดือนมิถุนายน นี้ “ลานปาล์ม” และโรงงานปาล์ม ในหลายจังหวัดของภาคใต้ จะหยุดการ”รับซื้อ” ผลผลิตจาก เกษตรกร การที่ “ลานปาล์ม” และ”โรงงานปาล์ม” มีการ”ปล่อยข่าว” ไม่”รับซื้อ” สาเหตุมาจากการที่”กรมการค้าภายใน” ไป”สั่งการ” ให้”ลานปาล์ม” และ”โรงงานปาล์ม” ต้อง”รับซื้อผลปาล์ม” จาก”เกษตรกร” ในคาราที่”แพงขึ้น” หรือไม่ นี่ทำท่าจะเข้าตำรา”ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง” ใช่หรือไม่
กลายเป็นว่า”โพงพาง” เครื่องมือการทำประมงที่”ผิดกฎหมาย”ใน”ทะเลสาบสงขลา”และเจ้าของ”โพงพาง” เป็น”อภิสิทธิ์ชน” ที่ “เจ้าหน้าที่” ไม่สามารถ”แตะต้อง”ได้ ต้องปล่อยให้มีการทำผิด”กฎหมาย” แบบ”ซึ่งหน้า” โดย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่กล้า”ดำเนินการ” เพราะเพียงแค่ “ตำรวจน้ำ” จับกุมเจ้าของ”โพงพาง” ส่ง ดำเนินคดีตาม”กฎหมาย” สิ่งที่ติดตามาคือ”ชาวประมง” ใน ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา ก็ใช้”กฎหมู่” ปิดท่าแพขนานยนต์ สร้างความ”เดือดร้อน” ให้กับ”ประชาชน” เพื่อ”บีบบังคับ” ให้”ปล่อยของกลาง” และให้”อนุญาต” ให้”ชาวประมง” เจ้าของ”โพงพาง” ทำผิดกฎหมายต่อไป และเป็นเรื่องที่”ละอาย” เป็นอย่างยิ่งที่ผู้ถือ”กฎหมาย” ไม่กล้าที่จะ”บังคับใช้” กับ”กลุ่มคน” ที่ทำผิด”กฎหมาย เหมือนกับ”บ้านเมืองไม่มีขื่นมีแป” และต่อไปถ้าเรื่องการทำ”ผิดกฎหมาย” แล้ว “เจ้าหน้าที่”ไม่กล้าที่จะ”ดำเนินการ” ให้เป็นไปตาม”กฎหมาย”ของ”ชาวหัวเขา” จะเป็น”ลัทธิเอาอย่าง” ให้กับ”ชุมชนอื่นๆ” บ้าง ก็ต้องถาม”อธิบดีกรมการปกครอง,อธิบดีกรมประมง,และ”อธิบดีกรมเจ้าท่า” ว่าท่านจะ”รับผิดชอบ”อย่างไร….เพราะเรื่องเครื่องมือประมงผิดกฎหมายเป็นหน้าที่ของ”ประมงจังหวัด” เรื่องการ”รุกล้ำร่องน้ำการเดินเรือ” เป็นเรื่องของ”เจ้าท่าจังหวัด” แต่ ทั้งสองหน่วยงานไม่กล้าใช้”กฎหมาย” กับผู้ที่”ทำผิด” ถามว่า นี่เข้าข่ายการทำผิดกฎหมายของ”เจ้าหน้าที่รัฐ ใน” มาตรา 157 “ หรือไม่
“ตำรวจน้ำ” ที่มีหน้าที่รับผิดชอบการทำผิดใน”ทะเล” จะปล่อยให้คนที่ทำผิด”ทนโท่” อยู่เหนือ”กฎหมาย” ใช้เครื่องมือที่”ผิดกฎหมาย” เพื่อ”ทำลายล้าง” สัตว์น้ำ ในท้องทะเลไปเรื่อยๆอย่างนี้อีกนานเท่าไหร่ ถ้า”โพงพาง” เป็นเครื่องมือการทำประมงที่ไม่มีปัญหาในการ”ทำลายล้าง” กรมประมงคงไม่ออกกฎหมายว่าเป็นเครื่องมือการทำประมงที่”ผิดกฎหมาย” แต่ถ้าออกเป็น”กฎหมาย”แล้ว ไม่สามารถบังคับใช้”กฎหมาย”ได้ ก็”ยกเลิก”ไปเลยจะได้ไม่”อับอายขายหน้า” ที่ต้องปล่อยให้”ผู้ทำผิด” อยู่เหนือ”กฎหมาย” ที่สำคัญเมื่อถูก”จับกุม” ยังสามารถใช้”กฎหมู่” ปิดถนน ปิดท่าแพขนานยนต์ โดยที่ “ตำรวจ” และ”ปกครอง” ไม่กล้าที่จะ”เอาผิด” ทั้งในข้อหาการ”ปิดถนน” และข้อหาการ”ชุมนุม” ที่ไม่มีการ”ขออนุญาต” ซึ่งเป็นเรื่อง”ผิดกฎหมาย” ทั้งหมด เออ นี้ จ.สงขลา กลายเป็น”บ้านป่าเมืองเถื่อน”ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ และการใช้”กฎหมู่” ของคนกลุ่มนี้จะเรียกว่า”ผู้มีอิทธิพล” ได้หรือไม่ ก็ฝากไปถึง “ชาดา ไทยเศรษฐ์” รมช.มหาดไทย ว่า ถ้าจะปราบผู้มี”อิทธิพล” หรือจะดูงานเรื่องของ”อิทธิพล” ก็ให้มีดูที่”ทะเลสาบ”สงขลา เป็น”ตัวอย่าง”
อีกเรื่องที่ฟังแล้วไม่”สบายใจ” คือข้อเสนอในที่ประชุม เพื่อแก้ปัญหา”โพงพาง” ใน”ทะเลสาบสงขลา” ที่มี”สมนึก พรหมเขียว” ผวจ.สงขลา เป็นประธาน ที่ขอให้”รัฐบาล กันพื้นที่”ทะเลสาบสงขลา”เป็นเขตพิเศษ ให้สามารถทำการประมงโดยการใช้”โพงพาง” ในการ”จับปลา” โดยไม่ผิดกฎหมาย ถามว่า เขาคิดอย่างไร และ “เอาอะไรคิด” ถ้า”รัฐบาล” เอาด้วยกับ ข้อเสนอนี้ เท่ากับนำพา”ประเทศลงเหว” เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะ”อนุญาต” ให้คนพวกหนึ่งทำเรื่อง”ผิดกฎหมาย” และอีกพวกหนึ่ง”ถูกกฎหมาย” ถ้าอนุญาตให้”คนหัวเขา” อ.สิงหนคร จ.สงขลา ใช้”ทะเลสาบสงขลา” ทำเรื่อง”ผิดกฎหมาย”ได้ ก็ต้อง”อนุญาต” ให้ ชาวประมงที่ “พัทลุง” ที่ “ปัตตานี” ทำได้เช่นกัน นี่คือ”นิติรัฐ” และ”นิติธรรม” ใช่หรือไม่…..ที่ สำคัญ “ทะเลสาบ” สงขลา ไม่ใช่ สถานที่ในการทำประมง”โพงพาง” เพียงอย่างเดียว แต่ “ทะเลสาบสงขลา” ต้องมีการ”พัฒนา” ในเรื่องของการ”ท่องเที่ยว” สงขลามี”ทะเลสาบสงขลา”เป็นเสมือน”เพชรเม็ดงาม” ที่ต้อง”สร้างประโยชน์” ให้กับ ประเทศชาติ ไม่ใช่ สถานที่ทำ”โพงพาง” ที่เป็นเรื่องการทำ”ผิดกฎหมาย” เต็มทั้งทะเลสาบ คิดแล้ว “เจ็บกระดองใจ” ที่ จังหวัดสงขลามี สส.9 คน แต่ไม่มีใครที่คิดจะแก้ปัญหาของ”ทะเลสาบสงขลา” ที่วันนี้ถูก”ย่ำยี” ถูก”กระทำชำเรา” จนกลายเป็น”ทะเลสาบ”ที่”เสื่อมโทรม” จากความไม่”เอาไหน” ของ”นักการเมือง” และ”ข้าราชการประจำ” เรื่องของ”กฎหมู่” ที่ “สงขลา” จึงสรุปได้สั้นๆว่า”ความกลัว ทำให้เสื่อม” ส่วนใดบ้างที่”เสื่อม” กับการ”สยบ” ให้กับ”กฎหมู่” และความไม่ถูกต้อง ที่เกิดขึ้น ลงจากที่”ทำงาน” ไปฟัง”ชาวบ้าน”ที่เขา”วิพากษ์วิจารณ์” ก็จะได้ยิน และมีข่าวว่า จะมี อดีต “รองผู้ว่าราชการจังหวัดท่านหนึ่ง ที่”ไม่ทน”ต่อ”พฤติกรรม” ของการอยู่”เหนือกฎหมาย” และการใช้”กฎหมู่” ที่เกิดขึ้น รวมทั้ง”ไม่ทน”ต่อการ”ละเลย” ของ”หน่วยงานที่รับผิดชอบกับปัญหาของ”โพงพาง” เครื่องมือประมง”ผิดกฎหมาย” จึงเตรียมที่จะ”แจ้งความ”เพื่อ”เอาผิดกับ”หน่วยงานราชการใน มาตรา 157 ในฐานะ”เจ้าพนักงาน”ที่”ละเว้น” ในการ”ปฏิบัติหน้าที่” ถ้า”ทำจริง” ไม่ใช่”ราคาคุย” เชื่อว่าจะมี”กองเชียร์” ทั้งจังหวัด
กลับมาที่เรื่อง”ไฟใต้” ที่มีคำถามมากมมาย ถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นถี่ๆ ตั้งแต่”ต้นปี 2567” ตำรวจ,ทหาร” และ”กองกำลังท้องถิ่น” อย่าง”กองอาสาสมัคร”หรือ”อส” และ” อาสาสมัครทหารพราน”หรือ” อส.ทพ.” ที่เป็น”เหยื่อ” คมกระสุน และ ระเบิดแสวงเครื่อง เป็นเรื่อง”ไม่แปลก” เพราะ”บีอาร์เอ็น”ถือว่าเป็น”คู่กรณี” แต่”เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น” อย่าง”ปลัด อบต.” และ”รองนายก อบต. รวมทั้ง”ผู้ใหญ่บ้าน” ผู้ช่วย หรือ “ผสร.”ที่พุทธ ที่ กลับมาเป็น”เหยื่อ”ของ”กองกำลังติดอาวุธของ”บีอาร์เอ็น” อีกครั้ง กำลังจะบอกว่า “บีอาร์เอ็น” จะกลับมาใช้”ความรุนแรง” กับ”เจ้าหน้า”และ”นักการเมืองท้องถิ่น” อีกครั้ง และ สังเกตุให้ดีจะพบว่า” หมู่บ้านของ”ไทยพุทธ” ทั้งใน จ.ปัตตานี และ จ.ยะลา กลายเป็น”พื้นที่” มีการ สร้างสถานการณ์ มากขึ้น ไหน “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” บอกให้คนในพื้นที่”เข้าใจ” ถึง “สถานการณ์”ที่เกิดขึ้น อย่างน้อย”ข้อเท็จจริง” ที่ได้รับ แม้ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” จะให้ความ”คุ้มครอง”คน”ไทยพุทธ”ไม่ได้ แต่ก็สามารถทำให้”คนไทยพุทธ” สามารถ”คุ้มครองตนเอง”ได้อยู่นะ…..ต้นเดือน มิถุนายน นี้ ตัวแทนของประเทศ”มุสลิม” หรือ “โอไอซี” ก็จะเดินทางมาเยือน “จังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อ”ติดตามสถานการณ์ของความไม่สงบ” เป็นการเดินทางมาเยือนจนกลายเป็น”แขกประจำปี” ของ”ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้” ( ศอ.บต.) และก็คงจะเหมือนๆทุกครั้งคือ”โอไอซี” ชื่นชมต่อ นโยบายของไทย ที่มีต่อ”ประชาชน ที่นับถือ”ศาสนาอิสลาม” แต่สิ่งที่”คนในพื้นที่” อยากฟังมากกว่านั้นคือ”โอไอซี” ประณามการ”เข่นฆ่า” เจ้าหน้าที่ และ ประชาชน ในพื้นที่ และแสดงความ”ไม่เห็นด้วย”กับการกระทำของ”บีอาร์เอ็น” แต่นี้ไม่เคยเห็น “โอไอซี” ออกมาพูดเพื่อแสดงว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำของ”บีอาร์เอ็น” ที่ผิดทั้ง”กฎหมาย” และผิดทั้ง”หลักศาสนา” คนในพื้นที่”ผิดหวัง”นะ กับการเดินทางมาเยือนของ”ตัวแทนมุสลิมโลก
วันก่อน”เศรษฐา ทวีสิน” ให้สัมภาษณ์กับ”สื่อมวลชน” ว่า หลังกลับจาก”ต่างประเทศ” จะเดินทางลงพื้นที่ “จังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อแก้ไข สถานการณ์ความไม่สงบที่รุนแรงมากขึ้น โดยจะ”เชิญชวน” นายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย “อันวาร์ อิบราฮิม” ลงพื้นที่ด้วยกัน แต่หลังจากกลับมายังประเทศไทย เรื่องของ”ไฟใต้” ก็ไม่ได้อยู่ใน”หัวใจ” ของ”เศรษฐา ทวีสิน” เรื่องของการ”ดับไฟใต้” จึงเป็น”หน้าที่” ของ”กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ที่มี”พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค” แม่ทัพภาคที่ 4 /ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าว่ากันไปตามหน้าที่…..ในขณะที่งานด้าน”การข่าว” ของ”กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าก็มีการ”แจ้งเตือน”แบบ”ถี่ยิบ” ถึงความ”เคลื่อนไหว”ของ”กองกำลังติดอาวุธ” ทั้งในพื้นที่และที่เดินทางข้าม”แม่น้ำสุไหงโก-ลก” จาก ฝั่งประเทศมาเลเซีย พร้อม”ระเบิดแสวงเครื่อง” เพื่อการก่อเหตุใน 3 จังหวัด ถ้า”ข่าวสาร” ที่มีการ”รายงาน” เป็นเรื่องจริง แสดงว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังกลับเข้าสู่”โหมดของความรุนแรงครั้งใหญ่ซึ่งเป้าหมายคือการ”ท้าทาย” รัฐบาล ที่มี”เพื่อไทย” เป็นผู้บริหารประเทศหรือเพื่อ”กระตุ้น” ให้”ทักษิณ ชินวัตร” ผู้มี”บารมีตัวจริง” ของ”รัฐบาล”ชุดนี้ “ออกโรง” ในการ”ดับไฟใต้” ที่เร็วขึ้น และอาจจะเป็นการ”เดินเข้าทาง” ที่”บีอาร์เอ็น” วาง”กับดัก”ไว้” เพราะ”ทักษิณ ชินวัตร” มีเรื่องที่”เกี่ยวพัน” กับ สถานการณ์ความรุนแรงของจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการ”ฆ่าหมู่” ใน”มัสยิดกรือเซะ” เรื่องการ”ตายหมู่”กรณีของ”ตากใบ” เรื่องการ”จับกุม อุ้มหาย” ล้วนเกิดในยุคที่”ทักษิณ ชินวัตร” เป็น”นายกรัฐมนตรี” ทั้งสิ้น” ดังนั้นข่าวที่”ทักษิณ ชินวัตร” ขยับตัวเพื่อเป็น”โต้โผ” ในการ”ดับไฟใต้” ด้วยการ เชิญ”อดีตนายทหาร”ที่เคย”สู้รบ” กับ”บีอาร์เอ็น” ในพื้นที่เข้าพบ จึงเป็นการ”ส่งสัญญาณ” ที่ “ชัดเจน” ว่า “ทักษิณ ชินวัตร” จะเข้ามา”จัดการ” กับเรื่องของ”ไฟใต้” ด้วยตนเอง ซึ่งก็ต้องติดตามดูว่า”ฝ่ายความมั่นคง” คิดเห็นอย่างไร” พอใจ” หรือ”ขัดใจ” ที่สำคัญ”ไฟใต้” จะ”โชนแสง” มากขึ้นหรือไม่
แม้จะไม่มีการ”แถลงรายละเอียด”ที่”ลงลึก” อย่างเป็น”ทางการ” จากทั้ง” พล.ท.ปราโมทย์ พรหมอินทร์” ประธานฝ่ายเทคนิคของ”ฝ่ายไทย” และจาก”ดร.นิมะ เจ๊ะเตะ” ประธานฝ่ายเทคนิคของ”บีอาร์เอ็น” ในการ “พูดคุยสันติสุข” เมื่อวันที่ 19-20 พ.ค. ที่ผ่านมา แต่จาก”ปฏิกิริยา” ของทั้งสองฝ่าย ก็ทำให้เห็นถึงความ”ไม่คืบหน้า” ของการ”พูดคุย” โดยเฉพาะประเด็นของการ”ลดความรุนแรง” ที่”บีอาร์เอ็น”ต้องการให้”กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า”ถอนทหาร” ออกจากพื้นที่”เพื่อลดความรุนแรง” แน่นอน”ถอนทหาร” ออกจากพื้นที่เมื่อไหร่ “เป้าหมาย” ที่”บีอาร์เอ็น”จะ”โจมตี”ก็หายไป”ความรุนแรงจากการใช้”อาวุธ” ก็หายไป แต่สิ่งที่ตามมาคือ”บีอาร์เอ็น”สามารถเข้า”ยึดพื้นที่” เพื่อทำงาน”การเมือง” ในการ”บ่มเพาะ”ได้ร้อยเปอร์เซ็น”และเรื่องการ”จัดกิจกรรมการเมืองในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ที่”บีอาร์เอ็นต้องการ” แต่เมื่อ”ฝ่ายไทย” เสนอให้ทำ”กิจกรรมทางการเมือง”ร่วมกัน ฝ่าย”บีอาร์เอ็น”ไม่”โอเค ดังนั้นการ”พูดคุย” นับแต่เดือนมีนาคม เป็นต้นมา ระหว่าง”รัฐบาลไทย”กับ”บีอาร์เอ็น” จึงไม่มีอะไรที่”เป็นชิ้นเป็นอัน” แต่มีการใช้”งบประมาณ” เท่าไหร่ “คณะพูดคุย” จะบอกกับ”ประชาชน” ได้หรือไม่
ล่าสุด “คณะกรรมาธิการ” จาก”สภาผู้แทนราษฎร” ที่นำโดย”จาตุรนต์ ฉายแสง” ประธานคณะ” และ”นัจมุดดีน อูมา” อดีต สส.หลายสมัยของ จ.นราธิวาส ก็นำ”คณะกรรมาธิการ” เดินทางไปพบกับ”ผู้อำนวยความสะดวก”ของการ”พูดคุยสันติสุข” และมีการเข้าพบปะกับ”หิพนี มะเระ” หัวหน้า”คณะพูดคุยของบีอาร์เอ็น” ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26-27 พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นการ”เดินเกมทางการเมือง” เพื่อ “แก้ปัญหา” หรือเพื่อ”ก่อปัญหา” ให้เพิ่มมากขึ้น ยังไม่มีข้อสรุป แต่”ฝ่ายความมั่นคง”ไม่”แฮบปี้” กับการ”รุกคืบ” ของ”ฝ่ายการเมือง”ที่ขอเข้ามา”มีส่วน” ในเรื่องของ”ไฟใต้” ซึ่งมีการมองว่าเป็นการเดินไป”เข้าร่องแข้ง” ของ”บีอาร์เอ็น” เพราะนโยบายของ”บีอาร์เอ็น” คือการเข้าไปมี”ส่วนร่วม” ใน”รัฐสภา” หรือ”สภาผู้แทน” วันนี้ นักการเมืองท้องถิ่น ส่วนหนึ่งเป็นคนที่”บีอาร์เอ็น” จัดตั้งมา การเลือก “วุฒิสมาชิก” หรือ” สว. “ ก็ เชื่อว่า จะมีคนของ”บีอาร์เอ็น” ได้เข้า “สภาสูง” เป็น”สว. ได้อย่างแน่นอน การ”เคลื่อนไหว”ของ”ฝ่ายการเมือง” จึงอาจกลายเป็นการ”หนุนเสริม” ให้”บีอาร์เอ็น” ขยายพื้นที่ทาง”การเมือง”ตามความต้องการของ”บีอาร์เอ็น” เรื่องนี้ถ้าฝ่าย”การเมือง”กับฝ่าย”ความมั่นคงไม่มีการ”บูรณาการ”กันให้ดี”การดับ”ไฟใต้” จะเป็นการเดิน”เข้ารกเข้าพง” สร้างความ”เข้มแข็ง”สร้าง”เวทีการต่อสู้” ให้กับ”บีอาร์เอ็น” ใน”สหประชาชาติ” นั่นเอง
อีกเรื่อง ที่เป็นความน่า”เป็นห่วง” คือเรื่องการจัดกิจกรรมของ”นักเรียน-เยาวชน” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เช่น”ตาฎีกาสัมพันธ์” ที่มี”แกนนำ” ของ”บีอาร์เอ็น” เข้ามามี”ส่วนร่วม” ให้”เยาวชน” ทำในสิ่งที่เป็น”อันตราย” ต่อ “ชาติ บ้านเมือง” ฟังจากปากของ”พล.ท.ปราโมทย์ พรหมอินทร์” แม่ทัพน้อยที่ 4 “ ทราบว่า มีการ”สั่งการ” ให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไป”มีส่วนร่วม” ในการ จัดกิจกรรม ของ โรงเรียนตาดีกา ทุกแห่ง เพื่อป้องกัน”อุสตาส” ของ”บีอาร์เอ็น”เข้าไป”ชี้นำ” และ”กำหนดการจัดกิจกรรม” เหมือนที่ผ่านมา รวมทั้งการจัด”กิจกรรม”แบบที่”สายบุรี” ที่มีการ”แอบแฝง” ในเรื่องของการ”แบ่งแยกดินแดน” ใน “อนาคต” ก็จะต้อง”เข้มงวด” หรือการที่”ปีกทางการเมือง”ของ”บีอาร์เอ็น”ไปจัด”กิจกรรมทางการเมือง” ในประเทศมาเลเซีย ก็ต้องมีการทำความเข้าใจกับ”ฝ่ายความมั่นคง”ของประเทศมาเลเซีย ให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่”ไม่สมควร” เสียหายที่เรื่องการ”ดับไฟใต้” หน่วยงานอย่าง”กระทรวงต่างประเทศ”หรือ”กต.” มีบทบาทที่”หน่อมแหน้ม” ไม่ตอบสนองกับการ”ดับไฟใต้” ทั้งที่เป็นหน่วยงานที่สำคัญ
เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี วันนี้ กลายเป็น พื้นที่ ที่มีชาว”ต่างชาติ” เข้ามาใช้”อิทธิพล” ทำธุรกิจที่”ผิดกฎหมาย” ในเรื่องของการ”ครอบครองที่ดิน” เพื่อสร้าง”โรงแรม,รีสอร์ต” โดยไม่สนใจกับ”กฎหมาย” ของประเทศไทย วันนี้ “กอ.รมน.ภาค 4 “ ทำการ”ตรวจสอบ” โรงแรม,รีสอร์ต” หลายโครงการที่เป็นทั้งของ”กลุ่มคนจีน” และของ”ฝรั่งมั่งค่า” จำได้ว่าในสมัยที่”คสช.เรื่องอำนาจ” ก็มีการ”ตรวจสอบ”เพื่อ”เอาผิด” กับ”ชาวต่างชาติ”เหล่านี้ แต่”สุดท้าย”และ”ท้ายสุด” เรื่องก็”เงียบหายเข้ากลีบเมฆ” แต่มีคนถูกหวย “กระเป๋าตุง”ไปหลายคน จึงหวังว่าการ”ตรวจสอบ” โรงแรม และ รีสอร์ท รวมทั้งการ บุกรุก ถือครองที่ดิน บนเกาะสมุยครั้งนี้ของ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าคงไม่เป็นเรื่อง”มวยล้มต้มคนดู”
และแล้วเรื่องคดีการจับชาว”อินโดนีเซีย” ไปเรียกค่าไถ่ที่ อ.เมือง จ.พัทลุง” ก็”เงียบหาย”ไปกับ”สายลมแสงแดด” เหมือกับคดีของ”แป้ง นาโหนด” นักโทษหนีเรือนจำนครศรีธรรมราช คนร้ายในที่จับชาวอินโดนีเซียมา เรียกค่าไถ่อีก 2 คน ก็ไม่มีการ”จับกุม” ขบวนการค้ายาเสพติด ที่เป็น”ต้นตอ” ของการจับชาว”อินโดนีเซีย” มาเพื่อ”ต่อรอง”กับ”ค่าไถ่” ก็ไม่มีการสืบสวนขยายผล” สังเกตให้ดี จะเห็น”ร่องรอย” ว่า คดีทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับ”แป้ง นาโหนด” ไม่มีความคืบหน้าใดๆ และเรื่องการจับชาว”อินโดนีเซีย”ไปเรียกค่าไถ่” ทั้งหมดใน “ขบวนการ“คือ”กลุ่มอิทธิพล”ของ”แป้ง นาโหนด” ทั้งสิ้น…..แล้วพบกันใหม่ วันศุกร์หน้า สวัสดีครับ
ไชยยงค์ มณีพิลึก
