วันพฤหัสบดี, 14 พฤษภาคม 2569

สังคมภูมิภาคใต้ตอนล่าง…จับตา #Saveทับลาน ป่ามรดกโลก ที่จะถูกเฉือน 2.6 แสนไร่

เมื่อ”ศาลรัฐธรรมนูญ” เปิดโอกาสให้”พรรคก้าวไกล” ได้”ยืดอายุยืดเวลา” เพื่อการ”ต่อสู้คดีที่โดน”ยุบพรรค” ไปอีก 7 สัปดาห์” ก็เป็น”ช่องทาง” ในการที่จะยัง”มีลุ้น” ว่า “สุดท้าย”ของ”ท้ายสุด” พรรคก้าวไกล จะมีโอกาสที่จะ”ไปต่อ” โดยไม่ถูก”ยุบพรรค” หรือไม่ เพราะยังพอมี”ช่องทาง” ให้เห็นถ้าการ”ตัดสิน” ยึดหลักของ”ข้อกฎหมาย” โดยที่ไม่มี”ใบสั่ง” เรื่องการ”ยุบพรรคก้าวไกล” ใน”สายตา” ใน”ความรู้สึก” ของ”ประชาชน” กลุ่มหนึ่ง มองว่า”ศาลรัฐธรรมนูญ”ต้องการ”ประหารชีวิต”ของ”ก้าวไกล” ตาม”ใบสั่ง” โดย ไม่ได้ยึดหลัก”กฎหมาย” ซึ่งหาก”ศาลรัฐธรรมนูญ”ไม่ทำการ”ไต่สวน” ด้วยความ”รอบคอบ” ความเสียหาย ก็จะตกกับ”ศาลรัฐธรรมนูญ” อย่าง”หลีกเลี่ยง”ไม่ได้ เพราะ”คนส่วนหนึ่ง” มีความ”รู้สึก” เช่นนั้นไปแล้ว ดังนั้นการที่”ศาลรัฐธรรมนูญ” ยึดเวลาให้”ก้าวไกล” ได้มีการ”ชี้แจง” และมีการ”ไต่สวน” เพิ่มเติม จึงเป็นอีก”ทางออก” ของ”ศาลรัฐธรรมนูญ” ที่อาจจะทำให้”ศาลรัฐธรรมนูญ” ไม่ถูกมองว่าการ”ยุบพรรคก้าวไกล” เป็นการทำตาม”ใบสั่ง”……ความจริงทุกฝ่าย ก็รู้ ว่าการ”ยุบพรรคก้าวไกล” เป็นการที่”ยิ่งยุบยิ่งโต” และผู้ที่ถูก”ตัดสิทธิ์ทางการเมือง” ถ้าสมมุติว่า”ก้าวไกลถูกยุบ” ก็มีไม่ถึง 10 คน และวันนี้”คนแถวสาม” ของ”ก้าวไกล” ก็เป็น”นักการเมือง” ที่มี”คุณภาพ” และมี”จิตวิญญาณ” ของการเป็น”ก้าวไกล” และถ้า”ก้าวไกลถูกยุบ” หัวหน้าพรรคคนใหม่ของ”ก้าวไกล” ที่จะมาแทน”พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ก็มีการเห็น”เงาร่าง”กันแล้วว่าเป็นใคร    ดังนั่นการ”ยุบก้าวไกล” แม้จะส่งผลสะเทือนเกิดขึ้น  แต่ก็ไม่ได้เป็น”สึนามิ” พอที่จะทำให้”ก้าวไกล” สูญหายไปจาก”ถนนการเมืองของประเทศไทย” แต่ยิ่งทำให้”ก้าวไกล” โตขึ้นด้วยซ้ำ ก็ต้องติดตามว่า สุดท้ายแล้ว “ศาลรัฐธรรมนูญ” จะมีความเห็นอย่างไรกับสิ่งที่”ก้าวไกล” ทำลงไป ว่าจะมี”ความผิด”ถึงขึ้น”ลงโทษประหาร” หรือไม่

ตรวจสอบ”อาการเศรษฐกิจ” ในห้วงของเดือนกรกฎาคม พบว่า”อาการเศรษฐกิจ” ยังน่าเป็นห่วง”ระดับล่าง”คือความ”ซบเซา” ของ”ตลาดสด” และ”ตลาดริมทาง” ที่ผู้คน”หายไป” มีแต่”คนขาย” ในขณะที่”คนซื้อ” อยู่ในสภาพที่เรียกกว่า”โหรงเหรง” โรงรับจำนำ ก็”ร้างผู้คน” เพราะไม่มี”ทรัพย์สิน” อะไรที่จะนำมา”จำนำ”อีกแล้ว ส่วน”ศูนย์การค้า” มีแต่”คนเดินตากแอร์” มากกว่าคนที่เข้าไปเพื่อ”จับจ่ายใช้สอย” ตลาดรถยนต์”มือสอง” อยู่ในสภาพของการ”ซังกะตาย” หลายแห่งพบเห็น”รถยนต์” ที่ถูกยึดมาจอดเป็น”พะเนินเทินทึก” บ้านเช่า ห้องแถว ตึกแถว ติดประการคำว่า”ให้เช่า” และ”ขาย”  บ้านเมืองหลายแห่งเป็น”เมืองร้าง” เอ๊ะนี้ เกิดอะไรขึ้นกับ “บ้านนี้เมืองนี้”…..ประชุม ครม. เศรษฐกิจ ก็แล้ว”ขุนคลัง” รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ก็เปลี่ยนแล้ว แต่ทำไม่จึงยังไม่”ตอบโจทย์” ของการแก้ปัญหา”เศรษฐกิจ” และ”ทักษิณ ชินวัตร” ก็กลับมาเพื่อทำหน้าที่”เบื้องหลัง” ของพรรคเพื่อไทยแล้ว แต่ทำไม่”เศรษฐกิจไทย” ทุกภาคส่วนยัง”โงหัว”ไม่ขึ้น    เรื่องนี้”เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี จะตอบ”ประชาชน”อย่างไร เพราะ”อายุ”ของ”รัฐบาล” ก็ย่างเข้าเดือนที่ 10 แล้ว แต่ปัญหา”เศรษฐกิจ” ก็ยัง”ไม่เห็นหน้าเห็นหลัง” นี้ถ้าผู้ที่เคยขึ้นเวที”เวลาหาเสียง” เป็นคนที่”หน้าบาง” อาจจะไม่กล้าไป”ต่างจังหวัด” เพื่อพบปะ”ประชาชน” เพราะที่”ตระโกน”หาเสียงบนเวที “เพื่อไทยมา”ยาเสพติดหมดค่าไฟถูกลงทันทีลดราคาน้ำมันทันทีคุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้น” หรือ ทั้งหมดล้วนแค่ เรื่อง”โกหกมดเท็จ” ทั้งสิ้น

ส่วนเรื่อง”เงินดิจิทัล” ซึ่ง”หัวเด็ดตีนขาด” และอาจจะมีคน”ติดคุก” ใน”อนาคต” ก็ต้องทำให้ได้นั้น ข่าวว่ายังต้องมีการ”ลากยาว” ไปถึงวันที่ 24 กรกฎาคม  เพื่อให้”นายกรัฐมนตรี” ทำหน้าที่ในการ”แถลงความคืบหน้า” อีกครั้ง ก็ยังไม่แน่ใจว่า จะได้ทันใช้ในปี 2567 หรือไม่ แต่ที่สำคัญ จะมั่นใจได้อย่างไรว่า หลังการ”แจกเงิน” ให้”ประชาชน” คนละ 10,000 บาทแล้ว จะทำให้”เศรษฐกิจ”โดยภาพรวมของประเทศชาติจะดีขึ้น และที่ต้องถามคือ นอกจาก”รัฐบาลเพื่อไทย” คาดหวังในเรื่องของ”เงินดิจิทัล” ว่าจะช่วย”ฟื้นฟูเศรษฐกิจ”แล้ว “เศรษฐา ทวีสิน” และ “ครม.เศรษฐกิจ” ยังมี”ช่องทาง” อื่นๆในการ”ฟื้นฟูเศรษฐกิจ”ของประเทศอีกหรือไม่ หรือมีเพียงโครงการ”ดิจิทัลวอลเล็ต” ที่เป็น”นัดเดียวในปืน” เท่านั้น และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ปี 2568 เศรษฐกิจ”ของประเทศไทย น่าจะ”ยับเยิน” ที่ยิ่งกว่า”ต้มยำกุ้ง” แน่นอน “คนไทย” เตรียมตัวเตรียมใจ”ตั้งรับ”กันให้ดีนะ

ความวิตกกังวลของ”เกษตรกรชาวสวนยาง” ทั่วประเทศคือ ราคายางที่เคย”ทะยาน”ไปที่ กิโลกรัมละ 80 กว่าบาท ในกรณีของ การขาย”น้ำยางสด” และราคา”ยางก้นถ้วน”ที่ขึ้นไปถึง กิโลกรัมละ 40 บาท วันนี้ ราคา”น้ำยางสด” ตกลงมาอยู่ที่ กิโลกรัมละ 60 กว่าบาท เป็นการ”ส่งสัญญาณ”อะไรกับเรื่องของ”ราคายางพารา” และถ้าราคา”ยางพารา” ยังตกต่ำไปที่กิโลกรัมละ 40 กว่าบาท เหมือนใน”รัฐบาลลูงตู่” ซึ่งเป็น”ราคาขาย” ที่ไม่”คุ้มทุน”  ชาวสวนยางจะอยู่กันอย่างไร ประเด็นนี้ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เสนาบดีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  รวมทั้ง”บอร์ดการยางแห่งประเทศไทย” ต้องมี”คำตอบ” ให้กับ”เกษตรกรชาวสวนยาง” อย่าเพียงแต่การออกมาเพื่อ”เอาความชอบ” ในขณะ ที่”ยางพารา” ขึ้นราคา แต่เมื่อ”ราคายางตกต่ำ” กลับไม่มีใครออกมา”ชี้แจง” เพื่อการ”รับผิดชอบ”และวันนี้ เท่าที่”รู้ข่าว” มี”พ่อค้ายางชาวไทย” ที่ไป”กว้านซื้อยางแผ่น” ในราคาถูกจาก”ประเทศเมียนมา” ติดต่อประสานงานมายัง” เจ้าหน้าที่”แนวชายแดน” อ.กระบุรี จ.ระนอง เพื่อขอนำ”ยางเถื่อน” เข้ามาขายใน”ประเทศไทย” ถ้า”ยางเถื่อน” จาก”เมียนมา” และจาก”สปป.ลาว” มีการถูกนำเข้ามา”มากมาย” ก็จะยิ่งมีผลกระทบกับราคายางในประเทศ และที่มีการ”นินทา”กันตาม”ร้านน้ำชา” ก็คือมี”ส่วนหน้า” ที่อ้างว่าเป็นคนของ”เสนาบดี” มา”เก็บส่วย”จาก”ขบวนการนำเข้าพืชผลทางการเกษตร”ที่เป็น”ของเถื่อน” แม้แต่ที่”ด่านพรมแดนสำนักขาม” อ.สะเดา จ.สงขลา ก็มีคนที่”อ้างตัว”ว่าเป็น”ส่วนหน้า” ของ”เสนาบดี” มาทำการ”เก็บส่วย” จาก”ขบวนการนำเข้า”หัวหอม, หัวกระเทียม,น้ำมันปาล์ม” จากประเทศมาเลเซีย ทำเอา”พ่อค้า แม่ค้า” ที่ นำเข้า”สินค้าเถื่อน” ต้อง ถอนหายใจเฮือกๆ นี่กระมั่ง ที่คนโบราณเรียกว่าการ”ทำนาเลี้ยงนก”

ยืนยันมาแล้วว่า วันที่ 3 สิงหาคม 2567 นายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” จะเดินทาง”ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” อีกครั้ง  เพื่อพบปะกับนายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย “อันวาร์ อิบราฮิม” เพื่อที่จะมีการ”เจรจาต้าอ่วย” ในเรื่องปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน 1 เรื่อง”การแบ่งแยกดินแดน” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่ง เกี่ยวพันแบบ”แยกไม่ออก” กับ “ประเทศมาเลเซีย” เพราะ”ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น” และอื่นๆ เช่น “พูโลเก่า พูโลใหม่” ต่างมี”ฐานที่มั่น” อยู่ใน”รัฐกลันตัน” ที่เป็น”รัฐฝ่ายค้าน”ของ”ประเทศมาเลเซีย”  และ แนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ฝั่งของ”มาเลเซีย” มีหมู่บ้าน”จัดตั้ง” ของ”บีอาร์เอ็น” ที่ใช้ในการ”ฝึกอาวุธ” และ”ฝึกการก่อวินาศกรรม” ของ”สมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น” ที่ สำคัญ”อุปกรณ์ในการประกอบระเบิด” ล้วนถูก”ลำเลียง”มาจากฝั่งของ”ประเทศมาเลเซีย” โดยการข้าม”แม่น้ำสุไหงโก-ลก” ซึ่งเป็น”พรมแดน”กั้นระหว่างประเทศทั้งสอง ปัญหาการ”แบ่งแยกดินแดน” ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนที่”เกี่ยวข้อง”กับ”รัฐบาลมาเลเซีย” นายกรัฐมนตรีของไทย”ต้องกล้า” ที่จะพูด”ความจริง” เพราะ”ความจริง” ที่พูด มี”ประจักษ์พยาน” มี”หลักฐาน”ที่ “ชัดเจน” เรื่อง”ความมั่นคงของชาติ” ไม่ใช่เรื่องที่ต้อง”พูดคุยใต้โต๊ะ” แต่ต้อง”พูดดังๆ”ให้ ประชาชนทั่วโลกได้รับรู้   ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงจะได้รับการแก้ไข

ปัญหาที่สองคือเรื่อง”เศรษฐกิจ”ของ”เมืองชายแดน” ทั้งที่ อ.สุไหงโก-ลก อ.แว้ง อ.ตากใบ” จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นอำเภอที่มี”ด่านพรมแดน” ของทั้งสองประเทศ ที่ต้องมีการพัฒนาร่วมกัน ใช้”ทรัพยากรร่วมกัน” และต้องมี”ผลประโยชน์ร่วมกัน” เช่นเรื่อง”สะพานข้ามพรมแดนสุไหงโก-ลกแห่งที่ 2 “ ที่พูดคุยกันมากว่า 20 ปี จะต้อง”สำเร็จ” ในรัฐบาลนี้ สะพานข้ามแม่น้ำสุไหงโก-ลก ที่ ต.ตาบา อ.ตากใบ เมื่อไหร่ที่จะ ร่วมมือกันก่อสร้าง เพื่อแทนที่”เรือขนานยนต์” เพื่อความสะดวกของคนทั้งสองประเทศ และเพื่อส่งเสริม”การค้าเมืองชายแดน” และ”ด่านพรมแดนบูเก๊ะบูงอ” อ.แว้ง จ.นราธิวาส ทำอย่างไร ที่จะได้เห็น”ศักยภาพ” อย่างเต็มที่ เป็นต้น…..ส่วนเรื่อง”ความมั่นคง”ในพื้นที่ของ “จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นเรื่องภายใน” ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องมีการ”ปรับเปลี่ยน” การทำหน้าที่ของ” กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” หรือไม่ อย่างไร เพราะที่ผ่านมา ต้อง”ยอมรับ”ว่า โครงการของ”กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” แก้ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่สำเร็จ ไม่มี”ศักยภาพ” ในการ”เอาชนะ” การ”จัดตั้ง”ของ”ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น” งาน”การข่าว” ที่”เข้าไม่ถึง” งาน”มวลชน” ที่ยังขาด”ความร่วมมือ” จาก”ประชาชน” การ”แยกปลาออกจากน้ำ” ทำไม่สำเร็จ ไม่รู้ว่าใน”หมู่บ้าน” มี”แนวร่วม” ของ”บีอาร์เอ็น”กี่คน  เมื่อเกิดเหตุ” กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ก็จะบอกว่าเป็น”กลุ่มหน้าขาว” เป็นผู้ก่อเหตุ ทำให้”ป้องกันยาก” เพราะไม่มี”ประวัติ” แต่เมื่อมีการ”ตรวจสอบ” และทำการ”จับกุม” ผู้ที่”ก่อเหตุ” ก็พบว่า ส่วนใหญ่เป็น”คนหน้าเก่า” ที่ไม่ใช่”กลุ่มหน้าขาว” มีการ”ก่อเหตุซ้ำซาก” มาแล้วหลายครั้ง ดังนั้น”กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” อย่ามา”โมเมโมมะ” เพื่อ”ปกปิด”ความ”บกพร่อง” ของตนเอง

วันนี้ สถานการณ์ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอ ที่น่าเป็นห่วง ไม่ใช่แค่เรื่องของ”เหตุร้ายรายวัน” แต่อีกเรื่องที่”น่าเป็นห่วง” คือ เรื่องการทำ”ไอโอ” ของทั้ง”ปีกทางการเมืองของบีอาร์เอ็น” ที่อยู่ใน”คราบไคล” ของ”ภาคประชาสังคม” ซึ่งเป็นผู้ที่”เห็นต่าง” จากรัฐ ที่สร้าง”เงื่อนไข” หยิบทุกประเด็นที่เกิดขึ้นในพื้นที่ มาทำ”ไอโอ” เพื่อให้ประชาชนที่เป็น”มุสลิม” กลุ่มที่”เห็นต่าง” และมี”อคติ” กับ”ข้าราชการ” เพื่อสร้างความ”เกลียดชัง” เจ้าหน้าที่รัฐ และ”คนไทยพุทธ” โดยอาศัย”โชเชียลมีเดีย” ในการ”เผยแพร่…..ในขณะเดียวกันก็มี”ไอโอ” ที่ทำโดย”มือลึกลับ” ในการ “โจมตี” ภาคประชาสังคม เอ็นจีโอ และกลุ่ม”สิทธิมนุษย์ชน” ที่เป็นฝ่ายที่”ยืนเคียงข้าง” ปีกทางการเมืองของบีอาร์เอ็น และมีกลุ่ม”ไทยพุทธสุดโต่ง” ที่ร่วม”ผสมโรง” ในการ”ส่งไลน์,ส่งเฟซ และช่องทางต่างๆใน”โลกออนไลน์” จนกลายเป็นการ”แยกพวก,แยกกลุ่ม,แยก แขก แยก ไทย” สร้างความ “แตกแยก” และความ”เกลียดชัง” ที่ทำให้”ช่องว่าง” ระหว่าง”ไทยพุทธ” กับ”มุสลิม” ในพื้นที่ ยิ่งห่างจากกัน เรื่องของ”พหุวัฒนธรรม” จึงเป็นเรื่องของความ”ล้มเหลว” แต่สิ่งที่จะมาแทนคือ”มุสลิมโฟโมเบีย” หรือสร้างให้เกิดกระแส”อักลี่อิสลาม” เกิดขึ้นใน”แผ่นดินปลายด้ามขวาน” นี่คือเรื่องที่”รัฐบาลกองทัพ,สภาความมั่นคงแห่งชาติ” ต้อง”สำเหนียก” และต้องเร่งดำเนินการในการ”แก้ปัญหา” เพราะถ้าปล่อยไว้จะ”ร้ายแรง”ยิ่งกว่า” ระเบิดรายวัน” เพราะ ผลผลิตจาก”ต้นไม้พิษ” ที่ถูก”ปลูกขึ้นในหัวใจ”ของผู้คน จะส่งผลร้ายต่อ”แผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้”ใน อนาคต

ระเบิดคาร์บอมบ์ ที่ข้าง”แฟลตตำรวจ” อ.บันนังสตา จ.ยะลา ผลในการ”ซักถาม”ผู้ที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา และจากหลักฐานทาง”นิติวิทยาศาสตร์” บวกกับงาน”สืบสวนสอบสวน” ของ”ตำรวจ” กำลัง”งวดลงทุกขณะ” เคสนี้ไม่ยาก เพราะมีทั้งผู้ที่”ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือ” และผู้ที่เป็น”ของจริงตัวจริง” ที่ “แฝงตัว” อยู่ใน อบต.ธารโต และในพื้นที่ของ อ.ธารโต จ.ยะลา ซึ่งตัว”ละคร” ส่วนใหญ่มาจาก”พื้นที่ต่างๆของ จ.นราธิวาส อีกไม่นาน “ตำรวจ” คงจะ”ปิดคดี” มีทั้งได้ตัวของผู้”ร่วมงาน” และส่วนหนึ่งก็เป็นการ”ออกหมายจับ” ซึ่งเป็น”มือประกอบระเบิด” ที่พื้นที่ของ อ.บันนังสตา ที่หลังก่อเหตุได้”หลบหนี”ไปแล้ว…..ส่วนการย้าย” พ.ต.อ.ระนน สุระวิทย์ “ ผกก.สภ. บันนังสตา พร้องทั้ง รอง ผกก.ป.และ รอง ผกก.สืบสวน ไปทำหน้าที่อื่น ก็เป็นเหตุอันสมควร เนื่องจากพื้นที่”เขตเทศบาลบันนังสตา” เกิดเหตุจาก”แนวร่วม” หรือ”กองกำลังติดอาวุธ”ของ”บีอาร์เอ็น”บ่อยมาก แสดงให้เห็นว่า”ตำรวจ” ภายใต้การนำของ” พ.ต.อ.ระนน สุระวิทย์” อยู่ในอาการที่”เอาไม่อยู่” และขาดความ”ร่วมมือ” จาก” หน่วยอื่นๆ การ”โยกย้าย” ผู้ที่”อ่อนล้า” และ”ชาชิน” กับสถานการณ์ออกจากพื้นที่ เพื่อเปลี่ยน”ผู้นำคนใหม่” จึงเป็น”ทางออก” อีกทางหนึ่ง เผลอๆ คนที่”ถูกย้าย” ยกมือ”สาธุ ท่วมหัว” ด้วยซ้ำ…..แต่ผู้ที่ต้อง”รับผิดชอบ” กับ สถานการณ์ของ”บันนังสตา” ต้องมี”ฝ่ายปกครอง” ร่วมรับผิดชอบด้วย เพราะ”นายอำเภอบันนังสตา” คือผู้ที่เป็น”ประธานการป้องกันและรักษาความไม่สงบ” ก็เป็นหน้าที่ของ”อำพล พงษ์สุวรรณ” ผวจ. ยะลา ที่ต้องมีการ”พิจารณา” อย่าให้”ตำรวจ” ต้องกลายเป็นผู้ที่”รับเคราะห์” จาก สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว

เป็นข้อสังเกตว่า สถานการณ์ของความ”รุนแรง” ที่เกิดขึ้นใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ “ฝ่ายปกครอง” เป็นหน่วยงานที่”ลอยตัว” อยู่เหนือ”สถานการณ์” โดยปล่อยให้” ทหาร,ตำรวจ” เป็นสองหน่วยงานที่”ออกหน้า” และกลายเป็นผู้”พลีชีพ” ถ้า “รัฐบาล” ถ้า”กองทัพ” ถ้า”กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ต้องการที่จะเห็น”ความสงบ”เกิดขึ้นใน”แผ่นดินปลายด้ามขวาน” ต้องสร้างให้”ชุดคุ้มครองตำบล” หรือ”ชคต.” เป็น หน่วยงานที่”เข้มแข็ง” มี”ขีดความสามารถ” ในการที่จะ”ต่อกร” กับ”แนวร่วม”ของ”บีอาร์เอ็น”ได้อย่าง”พอฟัดพอเหวี่ยง” ต้องเอา”กำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน” และ”ผสร.” มีทำหน้าที่เป็น” อส. “ หรือ”กองอาสารักษาดินแดน” อีกตำแหน่งหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่”ป้องกันปราบปราม” อย่างในอดีต เมื่อรวมตำแหน่งทั้งสองตำแหน่งเข้าด้วยกัน จะมี”ค่าตอบแทน”ไม่ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ความตั้งใจในการ”ปฏิบัติหน้าที่” ก็จะมี”ประสิทธิภาพ” สามารถ”รับมือ”หรือ”ต่อกร” กับ” แนวร่วม”ของ”บีอาร์เอ็น” อย่างได้ผล เชื่อเถอะ ในหมู่บ้าน ใครเป็น”แนวร่วม”ของ”บีอาร์เอ็น” มีกี่คน”ผู้ใหญ่บ้าน” และ”ทีมงาน” รู้หมด การที่จะ”แยกปลาออกจากน้ำ” ก็จะได้ผล เชื่อเถอะ ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้  แพ้ ชนะ อยู่ที่”มวลชน” และ”ชัยชนะต้องมาจากหมู่บ้าน” เท่านั้น

”มีควันต้องมีไฟ” มีเจ้าของสวนยางพารา ที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ร้องเรียนมาว่า มีผู้อ้างตัวเป็น”ทหาร” ไปเรียก”เก็บเงิน” จากการ”โค่นไม้ยาง” ในสวนยางของตนเอง มีภาพถ่ายที่ส่งมาเป็น”หลักฐาน” ที่”ชัดเจน”ของการเข้าไป”พูดคุย” หนึ่งในนั้น”แต่งเครื่องแบบ” ก็ฝากถึง “ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ทำการ”ตรวจสอบ” ข้อเท็จจริงว่ามีผู้ไป”แอบอ้าง” เป็น”ทหาร” เพื่อทำการ”ตบทรัพย์”จริงหรือไม่

นี่ก็เป็นเรื่อง”เสียหาย” เมื่อ” ปปช.สงขลา โดย “ราม วสุธนภิญโญ” ผอ. ปปช. สั่ง”ลงดาบ” ภาษิต สุขสันต์” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองหอยโข่ง จ.สงขลา มีความผิดในข้อกล่าวหาว่า”เอารถหลวงไปจำนำ” พร้อมทั้งส่งเรื่องให้”สมนึก พรหมเขียว” ผวจ.สงขลา ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย   และจาการติดตาม ตรวจสอบ พบว่า แต่ละปี มีผู้บริหาร”องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น” ถูก” ปปช. ดำเนินคดีในการ”ทุจริต” ทั้งที่”ตั้งใจ” และแบบ”ไม่ตั้งใจ” เป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้การ”ทุจริต” ในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น”เข็ดหลาบ” ยังมีเรื่อง”ทุจริต” เกิดขึ้นมากมายใน”อบต. โดยเฉพาะพื้นที่ของ “จังหวัดชายแดนภาคใต้”

หลังจากที่”ยืดเยื้อ”กันมา”พักใหญ่” ปัญหาระหว่าง”พ่อค้าแม่ค้า” ที่”ขายสินค้า”บน”ทางเท้า” ที่ ถนนมนตรี 1  ตลาดพลาซ่า เทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา ก็จบลงด้วยดี เมื่อ”กิตติ เรืองเริงกุลฤทธิ์” ปลัดเทศบาลนครหาดใหญ่”เอาจริง” ไม่มีการ”ผ่อนผัน” อีกต่อไป เพราะมีการ”ผ่อนกัน”มาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งมีการ”จัดที่” ให้ทุกคนได้มีที่”ขายของ” แม้จะเป็นที่”ไม่ใหญ่” เหมือนที่เดิม แต่ก็เป็น”ช่องทาง” ในการ”ทำมาหากิน”ได้อยู่ เรื่องทั้งหมดจึงจบลงด้วยไม่มีการ”ยื้ดยุดฉุดกระชาก” เพราะไม่มีการ”ใช้กำลัง” เพื่อเข้า”รื้อถอนร้านค้า” เรื่องนี้ต้อง”ชื่นชม” ผู้เป็นพ่อค้าแม่ค้า” รวมทั้ง”ผู้ขับรถสี่ล้อ” ที่”เคารพกฎหมาย” และเห็นกับ”ประโยชน์ส่วนรวม

ส่วนเรื่องที่ ประชาชนส่วนหนึ่ง ใน อ.คลองหอยโข่ง ข.สงขลา ออกมา”เคลื่อนไหว” ต่อต้านมิให้”รถบรรทุกขยะ”ของ”เทศบาลนครหาดใหญ่ เดินทางไปยัง”โรงคัดแยกขยะ”ที่ อ.คลองหอยโข่ง โดยอ้างเรื่อง “กลิ่นเหม็น” เรื่อง”น้ำเสีย” เรื่อง”ความปลอดภัยบนท้องถนน” มีการ”ร้องเรียน” ให้” สมนึก พรหมเขียว” ผวจ.สงขลา ย้าย”นายอำเภอคลองหอยโข่ง” ออกจากพื้นที่เพราะเรื่องของ”ขยะ” เรื่องนี้มีการ”เคลื่อนไหว” มาหลายครั้งก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องของ”การเมือง” แอบแฝง อยู่ด้วย และ”การเมือง” ทำให้มีการ”แตกแยก” ของผู้นำ”ท้องที่ ท้องถิ่น” เกิดขึ้น เรื่อง”ขยะหาดใหญ่” เป็นเรื่อง”ส่วนรวม”ที่ทุกฝ่ายต้องให้ความ”เห็นใจ” และให้ความ”ร่วมมือ” ในการร่วมกัน”หาทางออก” ของปัญหา อย่า “ปฏิเสธ” การใช้พื้นที่ในการ”ทิ้งขยะ” เพราะ”ขยะมูลฝอย” มีกันทุกบ้านทุกหลังคาเรือน คน”คลองหอยโข่ง” ก็มีเที่ยวหาดใหญ่ มาทิ้งขยะในเทศบาลนครหาดใหญ่เช่นกัน เมื่อ”โรงงานคัดแยกขยะ” ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.คลองหอยโข่ง” เทศบาลนครหาดใหญ่ ก็ต้องนำขยะไปส่งให้”โรงคัดแยก”ได้     เรื่องนี้” สมนึก พรหมเขียว” ในฐานะของ”พ่อเมือง” ต้องทำตัวเป็น”ท้าวมาลีวราช” ในการ “สลายความขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้น

เมื่อ ตำรวจไซเบอร์ นำกำลังลงพื้นที่”ต่างจังหวัด” ไม่ใช่เรื่องการ”กวาดล้างบ่อนการพนันออนไลน์” และ”บัญชีม้า”  แต่เป็นการ”รุกเข้าโจมตี” ผู้”ปล่อยเงินกู้ดอกโหด” ล่าสุดมีการเข้าจับกุม” นายทุนดอกโหด” ใน อ.รัตภูมิ อ.เทพา และ อ.หาดใหญ่ ใน ตำบลรอบนอก” เช่น”ตำบลเกาะสะบ้า,ตำบลท่าชะมวง” และ”ตำบลทุ่งตำเสา” ผู้ต้องหาทั้งหมดเป็น”ผู้หญิง” ทั้งหมดเป็น”สัญญาณ”ว่า “นายทุนดอกโหด” ทั้งหลายกำลังจะได้”รับกรรม”ที่ก่อขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการ”ทำลาย” แหล่ง”เงินกู้”ของ”ชาวบ้าน” ที่ไม่มี”หลักทรัพย์” ไปกู้เงินกับ “สถาบันการเงิน” ที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ งานนี้ “ พ.ต.อ.กู้เกียรติ วงศ์พันธ์”  ผกก. 2 บก.สอท. 5 เป็นผู้นำ”ปฏิบัติการ

เป็นเรื่องที่”ชักเข้าชักออก” คือเรื่องการ”เอากัญชา” กลับไปเป็น”ยาเสพติด” อีกครั้ง ใน”รัฐบาล”ของ”เศรษฐา ทวีสิน” หลังจากที่ใน”รัฐบาล”ของ”ลูงตู่” มีการ ออกกฎหมาย ให้”กัญชา”พ้นจากการเป็น”ยาเสพติด” ทางหนึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะ “ประเทศไทย” ยังไม่มี”ขีดความสามารถ”ในการ”ควบคุม” พืชเสพติด” ทั้ง”กัญชา”ทั้ง”กระท่อม” ให้อยู่ใน”กฎหมาย”ได้ การปล่อยให้”ทั้ง”กัญชา” และ”กระท่อม” พ้นจากการเป็น”ยาเสพติด” จึงเป็นปัญหาของ”สังคม” แต่อีกทางหนึ่งการที่”รัฐบาล” มีการ”ชักเข้าชักออก” ในเรื่องของ”นโยบาย” ที่ สำคัญๆ นอกจากทำให้”นักลงทุน” ที่มีการ”ลงทุน” ในเรื่องของ”กัญชา”ไปแล้วต้อง”เจ็บตัวฟรี” รัฐบาลจะ”เยียวยา”เขาอย่างไร   และที่สำคัญ”การ”ชักเข้าชักออก” ใน “นโยบาย”ที่”สำคัญๆ” ของ”รัฐบาล” จะเป็นต้นเหตุให้”ต่างชาติ” ที่จะเข้ามา”ลงทุน” ในประเทศไทย ขาดความ”มั่นใจ” เช่นวันนี้” เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี “เดินหน้า”ไป “โรดโชว์” ในโครงการ”แลนด์บริดจ์” ว่าดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้ แต่วันหนึ่งมี “กระแสต่อต้าน” มาจากหลายฝ่าย และจากการศึกษาของ”นักวิชาการ”พบว่า “เสีย”มากกว่า”ดี” และเราก็”ยกเลิก”โครงการ”แลนด์บริดจ์” อย่างนี้ แล้วใครจะ”มั่นใจ” ที่จะมาลงทุนกับเรา

เรื่องของ”อุทยานแห่งชาติทับลาน” ที่กำลังจะเอาพื้นที่ 265,286.58ไร่  ออกจาก”ป่าสงวนแห่งชาติ” กำลังเป็นเรื่องที่”รัฐบาล” ถูก”กล่าวโจมตี” จาก “ประชาชน”ทุก”หัวระแหง” จนเกิดกระแส #Saveทับลาน เรื่องนี้” เศรษฐา ทวีสิน” อย่าคิดว่าเป็นเรื่องที่”จิ๊บจ้อย” เพราะจะเป็นอีกเรื่องที่จะทำให้”รัฐบาลซวนเซ” โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่”รัฐบาลชุดนี้” ไม่ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของ”ฟื้นเศรษฐกิจ”ของประเทศชาติ และไม่ประสบความสำเร็จในเรื่อง”ปากท้องของประชาชน” เรื่องการ”เอาพื้นที่ป่า”มาทำเป็นที่ทำกิน เรื่องการให้”ต่างชาติ” เช่าที่ดินได้เป็นเวลา 99 ปี ล้วนแต่เป็น”ความเสื่อม” ของ”รัฐบาล” ใน”สายตา” ของ”ประชาชน”ทั้งสิ้น  รัฐบาลต้อง”ใคร่ควรญ” ให้ รอบคอบ ก่อนการตัดสินใจ

เรื่อง”เรือน้ำมันเถื่อน” ของ”เสี่ยโจ้” ยังคง”วุ่นวาย”ต่อไป หลังจากการ”เด้ง” ผู้การตำรวจน้ำ ไปช่วยราชการ แล้ว โดย”บิ๊กก้อง” ล่าสุด “พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรวง” จเรตำรวจแห่งชาติ ก็ออกมา”สำทับ” ว่า ใครที่มีส่วน”เกี่ยวข้อง”กับ”น้ำมันเถื่อน”ของ”เสี่ยโจ้” จะ”ลากคอ” มารับผิดตามกฎหมายให้หมด  ถ้าอย่างนั้น”ตำรวจน้ำ” ที่มี”เส้นทางการเงิน” กับ”เสี่ยโจ้ “ น่าจะเป็น หน่วยงานแรกๆ ที่”หนาวๆร้อนๆ” ส่วนภาค”เอกชน” ที่ทำหน้าที่”หิ้วเงิน” เพื่อ”จ่ายส่วย” ให้กับ”หน่วยงานของรัฐ” ที่รับส่วย”น้ำมันเถื่อน” อย่าง”เสี่ย ช ช้าง” ผู้ทำธุรกิจ”ปั้นน้ำเป็นตัว” ถ้า”ตำรวจเอาจริง” คงจะต้อง”เข้าปิ้ง” เป็นคนแรก แต่ เชื่อเถอะ”คำราม” ไปอย่างนั้นแหละ สุดท้าย ก็”หยวนๆ” เพราะในธุรกิจผิดกฎหมาย หรือ”อาณาจักรของเถื่อน” เป็นเรื่อง”ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” เขาไม่ฆ่าแกง” หรือเอา”ให้ถึงตาย” กันหรอก ประชาชน

เรื่องของ”คณะกรรมการการเลือกตั้ง” หรือ” กกต.” ที่ยังคง”อ้ำอึ้ง” ไม่มีคำตอบให้กับ”ประชาชน” ที่ติดตามความ”เคลื่อนไหว” ของ”กกต.ชุดนี้ ว่าจะท่านจะตัดสินใจอย่างไรกับการ”เลือกตั้ง สว.” ที่ผ่านไปแล้วหลายวัน แต่ยังไม่มีการ”ประกาศรับรอง” อย่างเป็นทางการ” ทางออกของ” กกต.ชุดนี้” มีเพียง“สองทางออก” หนึ่งคือ”รับรองไปก่อน” แล้วตั้งคณะ”สืบสวนสอบสวน” เพื่อ”สอย” คนที่ทำ”ผิดกฎหมาย” ทีหลัง และอีก”ทางออกหนึ่ง” ถ้าท่านคิดว่าท่าน”บกพร่อง” ท่าน”ผิดพลาด”อย่าง”ร้ายแรง” ที่จัดให้มีการ”เลือกตั้ง” ที่ไม่”บริสุทธิ์ยุติธรรม” ก็ต้องกล้าที่จะ”ฮาราคีรีตนเอง” โดยประกาศให้การ”เลือกตั้ง สว.ครั้งนี้เป็นโมฆะ” แต่ต้องมี”หลักฐาน” ที่ชัดเจน ไม่อย่างนั้น ผู้ที่ได้เลือกตั้งทั้ง 200 คน และที่”ขึ้นบัญชีสำรอง”อีก 100 คน รวม 300 คน จะกลายเป็น”โจทย์” ยื่นฟ้องร้อง กกต.ชุดนี้  ซึ่ง กกต.ชุดนี้จะ “รับไหว” หรือไม่ อย่าลืม”บทเรียน” ในการให้”ใบแดง” สส. เขต 8 จ.เชียงใหม่ ที่”กกต”แพ้คดีผู้ที่ กกต.ตัดสิทธิ์ ทำการ”ฟ้องร้อง” และ”ชนะคดี”  ศาลสั่งให้ กกต.ต้องจ่าย”ค่าปรับ 70 ล้านบาท  เรื่องนี้อย่าเข้าใจว่า”จ่ายเงินหลวง” แล้วจะจบ เพราะใน”กระบวนการ” ยังมีการ”สอบสวน”เพื่อหาคนผิดที่”บกพร่อง”และ”เลินเล่อ” สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นเพื่อรับผิดชอบกับ”เงินหลวง”ที่เสียไป

บรรทัดสุดท้าย “ลูกศิษย์ลูกหา”ของ” อาจารย์ภัทร” วัดนาทวี จ.สงขลา ต่าง”ยินดีปรีดา” ที่”อาจารย์ภัทร” ได้รับการ”แต่งตั้ง”ให้เป็น”เจ้าคุณ”เป็น”พระวชิรสุนทร” ( สุภัทร อริโย” รองเจ้าคณะจังหวัดสงขลา เจ้าอาวาสวัดนาทวี ขอกราบนมัสการ ขอรับ” ….. และพบกันใหม่วันศุกร์หน้า สวัสดีครับ

ไชยยงค์ มณีพิลึก