วันพฤหัสบดี, 14 พฤษภาคม 2569

สังคมภูมิภาคใต้ตอนล่าง…ของจริงหรือยาหอม? รื้อโครงสร้างพลังงาน ลดอำนาจผูกขาด?

ภาพใหญ่ทางการเมืองของประเทศไทย ในวันที่” แพทองธาร ชินวัตร” ได้ทำหน้าที่”แถลงนโยบาย” ของ”รัฐบาล” ให้กับ”รัฐสภา” เป็นที่เรียบร้อย และ”เข้ารับตำแหน่ง” การเป็น”นายกรัฐมนตรี” ตามที่”รัฐธรรมนูญ” กำหนดเป็นที่”ถูกต้อง” เพื่อทำหน้าที่ฝ่าย”บริหาร” ในการ”ขับเคลื่อน”ประเทศไทยตาม 10 นโยบาย”เร่งด่วน” ที่ได้มีการ”แถลงกับรัฐสภา” ไปยังประชาชน ทุกคน ของประเทศ ซึ่งทุกคนก็”มุ่งหวัง” ว่า นโยบาย”เร่งด่วน” 10 โครงการของ” รัฐบาล” ชุด” แพทองธาร 1 “ แม้จะมีการอ่านแบบ”นกแก้วนกขุนทอง” แต่ก็”มุ่งหวัง” ที่จะเห็นการ”เดินหน้า” แก้ปัญหาของประเทศให้”เป็นจริง” ส่วนการ”แถลงนโยบาย” ของ”รัฐบาล” ชุดนี้ จะสร้างความ”เชื่อมั่น” หรือไม่”เชื่อมั่น” ให้เกิดขึ้นกับ”ภาคส่วน” ของคนในประเทศ ที่มี”ความคิด”และ”การศึกษา” รวมทั้งการ”เข้าใจ” ในเรื่องของ”การเมือง” เรื่องของ”บ้านเมือง”ต่างกัน ก็ต้องหยุดการ”วิพากษ์วิจารณ์” เพราะ เราไม่สามารถที่จะ”แก้ไข” อะไรได้อีกแล้ว นอกจาก”ช่วยกันลุ้น” ให้”รัฐบาล” ชุดนี้ “เดินหน้า” ฝ่าฟัน ปัญหา อุปสรรค ต่างๆ ไปสู่”จุดหมายปลายทาง” อย่าได้นำเอาเรือที่ชื่อว่า”ประเทศไทย” ไป”อับปางกลางทะเล” อย่างที่ หลายคน”หวั่นใจ” กับการที่”นายกรัฐมนตรี” เป็น”ผู้นำ” ที่”ขาดประสบการณ์” ซึ่งต้อง” อาศัย” การ”สั่งการจาก”นายกตัวจริงของรัฐบาล ในการเป็น”เข็มทิศ” เพื่อนำพา”ประเทศไทย” ไปข้างหน้า ที่สำคัญ”กระแสสังคม” ที่”วิพากษ์วิจารณ์” อย่าง”รอบทิศทาง” ที่มีต่อ”รัฐบาล” จะทำให้” แพทองธาร ชินวัตร” ทนทานต่อ”แรงเสียดทาน” ของ “สังคมรอบข้าง” ได้แค่ไหน โดยเฉพาะกับคำพูดที่ว่า”รัฐบาล” นี้เป็น”รัฐบาล” ที่” พ่อคิด ลูกทำ” จะเป็นเหมือน”หนามตำใจ” ที่ยากจะ”ถอนทิ้ง”

ก็เห็นใจสำหรับ”นายกรัฐมนตรี” ที่อายุยังไม่ถึง 40 ปี ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทาง”การเมือง”แต่ต้องเข้ามา”แบกรับ”ความหวังของคนทั้งประเทศ และยังเป็นความหวังของ”ตระกูลชินวัตร” ที่”คาดหวัง” ว่า”แพทองธาร” จะต้อง”โดดเด่น”และประสบความสำเร็จทางการเมือง เพราะมี”ดีเอ็นเอ” ของ”ทักษิณ ชินวัตร” เต็มตัว  “แพทองธาร” เป็น”นายกรัฐมนตรี” ที่ ไม่มีเวลา”ฝึกงาน” และไม่มีเวลาในการ”ฮันนีมูน” เพราะหลัง”แถลงนโยบาย” ก็ต้องลง”พื้นที่” ติดตาม “สถานการณ์”ของ”อุทกภัย” ที่รุนแรงมาก ใน”ภาคเหนือ” และ “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ที่ประชาชนได้รับความ”เดือดร้อน” เป็นจำนวนมาก สำหรับในเรื่อง”ลงพื้นที่” พบประชาชน  อาศัยการเป็นนายกรัฐมนตรีหญิง”  แพทองธาร “ สอบผ่าน”  ในด้าน”ภาพลักษณ์” ที่มีการนำเสนอทาง”สื่อ” แต่ในความเป็นจริง การจะ”สอบผ่าน” หรือไม่อยู่ที่การแก้ปัญหาของ”หน่วยงาน” ที่รับผิดชอบในพื้นที่ และหลัง”น้ำลด” จะดำเนินการอย่างไรกับการ”เยียวยา”ประชาชนชน”กับการ”ฟื้นฟู” ความ”เสียหาย” ที่เกิดขึ้น และที่”ขาดไป” ในการแก้ปัญหาของ”อุทกภัย”ครั้งนี้ คือ”รัฐบาล”ไม่มีการตั้ง”วอร์รูม” เพื่อการ”รับมือ” และ”สั่งการ” จนทำให้มองเห็นว่าการแก้ปัญหา”อุทกภัย”ครั้งนี้ ในสายของ”รัฐบาล” เป็นเรื่องของ”ภัยธรรมชาติ”ที่เป็นเรื่อง”ธรรมดา” ก็ต้อง”ติดตาม”กับต่อไปว่า”เรือประเทศไทย” ที่มี” แพทองธาร ชินวัตร” เป็น”นายท้ายเรือหญิง” จะนั่งถือ” พังงา” นำเรือ”ฝ่าฟันคลื่นลม”ทั้งทาง”การเมือง”และ”คลื่นลม”ทาง”เศรษฐกิจ” ที่ “โหมกระหน่ำ ไปได้อย่าง”ตลอดรอดฝั่ง” หรือไม่ 6 เดือน ข้างหน้าคือ คำตอบ

ปัญหาใหญ่ ที่ยังรออยู่ข้างหน้า สำหรับ รัฐบาล ชุดนี้คือเรื่อง”พลังงาน” เพราะที่ผ่านมา 1 ปี ของ”รัฐบาล”ชุดเก่า” ซึ่งก็คือรัฐบาลชุดนี้ ได้ทำอย่างต่อเนื่อง คือยังไม่สามารถลด”ราคาพลังงาน” ให้ถูกลง การแก้ปัญหาที่ผ่านมาคือการ”ตรึงราคา” ไม่ว่าจะเป็น”น้ำมันดีเซล” ไม่ว่าจะเป็น”แก๊สหุงต้ม” ไม่ว่าจะเป็น”ค่าไฟฟ้า” ส่วน นโยบายที่ แก้อย่าง”ถาวร” คือการแก้ที่”โครงสร้าง” ยังไม่มี  ที่สำคัญ กระทรวงพลังงาน ไม่ได้อยู่ในการ”กำกับดูแล” ของ”พรรคเพื่อไทย” แต่เป็นกระทรวงที่”กำกับดูแล”ของ”พรรครวมไทยสร้างชาติ” ที่มี” พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค”รองนายกรัฐมนตรี” ทำหน้าที่” เสนาบดี” ในการ”กำกับดูแล” และ ก็อยู่ระหว่าง”ร่างกฎหมาย” ทำ”กฎหมาย” เพื่อที่จะแก้ปัญหาของการ”ผูกขาดพลังงาน” อยู่ในขณะนี้ ก็ถือเป็น”โชคดี” ที่” เพื่อไทย” ไม่ได้ทำหน้าที่”กำกับดูแล” เรื่องของ”พลังงาน” เพราะอย่างน้อย”เพื่อไทย” ยังสามารถที่จะ”ออกตัว” ได้ว่า การที่”พลังงาน”มีปัญหา เป็นเรื่องของ”รวมไทยสร้างชาติ” เนื่องจากโดย”ข้อเท็จจริง” การแก้ปัญหา”โครงสร้าง” ของ”พลังงาน” ในประเทศนี้ “ยากมาก” เพราะ ทุกรัฐบาลปล่อยให้”กลุ่มทุนพลังงาน”กำหนดโครงสร้าง” ในการ”เอาเปรียบ” ประชาชน มาอย่างยาวนาน และไม่เคยมี”รัฐบาล”ไหนกล้าที่จะเข้าไป”แตะต้อง” แม้แต่”รัฐบาลทหาร” ที่มาจากการ”ยึดอำนาจ” มาจากการ”ปฏิวัติ” และ”รัฐประหาร” ก็ไม่กล้าที่จะ”ตอแย” กับ กลุ่มทุนพลังงาน” วันนี้ทุกคนจึงตั้ง”ความหวัง” ไว้ที่” เสนาบดี” กระทรวงพลังงาน” พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค” ว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่

อีกเรื่องที่”คาราคาซัง” จนคนไทยเกือบลืมไปแล้ว นั่นคือเรื่อง”เรือดำน้ำ” ของ”กองทัพเรือ” ที่ทำสัญญาซื้อจาก”ประเทศจีน” ตั้งแต่ครั้งที่”บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ์” เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จนวันนี้”บิ๊กป้อม”  กำลังจะ”หมดสภาพ” เรือดำน้ำรุ่น”หยวนคาส” ที่มีปัญหาเรื่อง” เครื่องยนต์” ที่ “รัฐบาลจีน” ไม่สามารถซื้อจาก”ประเทศเยอรมันนี” มาติดตั้งใน” เรือดำน้ำ” ตามสัญญา กลายเป็นเรื่อง”ผิดสัญญา” แต่ “กองทัพเรือ” ก็ไม่กล้าที่จะ”ยกเลิกสัญญา” เพราะต้องการได้”เรือดำน้ำ” มาประจำการใน”กองทัพเรือ” ในขณะที่” พรรคเพื่อไทย” สมัยที่เป็น”ฝ่ายค้าน” อภิปรายอย่าง”ดุเด็ด” ให้ “ยกเลิกสัญญา” วันนี้” เพื่อไทย” เป็น”รัฐบาล” มี” สหายใหญ่” ภูมิธรรม เวชชยชัย”  รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็น”เสนาบดี” กระทรวงกลาโหม และต้องมีหน้าที่ในการร่วม”ตัดสินใจ” ในการจะเอาอย่างไรกับ”เรือดำน้ำ” ซึ่งหลังจากมีการ”แต่งตั้ง” ผบ.กองทัพเรือคนใหม่แทน “พล.ร.อ. อะดุง พันธุ์เอี่ยม “ ผบ.ทร. ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน นี้ เรื่องของ”เรือดำน้ำ” ที่”คาราคาซัง” จะต้องมีการ”พิจารณา” เพื่อที่จะ”เดินหน้าต่อ” หรือ”พอแค่นี้”  และต้องดู”จุดยืน” ของ”เพื่อไทย” ว่าวันที่เป็น”ฝ่ายค้าน” กับวันที่เป็น”รัฐบาล” จุดยืนเรื่อง”เรือดำน้ำ” จะ”ลงเอย” แบบไหน ที่สำคัญ “ เรือดำน้ำ” เกี่ยวข้องกับ”มหาอำนาจ” อย่าง”ประเทศจีน” ด้วย ดังนั้น”รัฐบาลเพื่อไทย” จึงอยู่ในสภาวะที่” กลืนไม่เข้า คายไม่ออก”

อีกเรื่องที่อยู่ในความ “สนใจ” ของ ผู้ใช้”แรงงาน”ทั่งประเทศ คือเรื่อง”ค่าแรง” ที่ กระทรวงแรงงาน จะมีการ”ขึ้นค่าแรง” ให้ผู้ที่ใช้” แรงงาน” วันละ 400 บาท และในการประชุม”ไตรภาคี” ที่ผ่านมาปรากฏว่าฝ่ายของ”นายจ้าง” ไม่เข้าร่วมประชุม ก็ไม่รู้ว่า”ไม่ว่าง” หรือเป็นเรื่อง”อารยะขัดขืน” เพราะไม่”ยอมรับ” การขึ้น”ค่าแรง” ในครั้งนี้ ปัญหาของ”ค่าแรง” เป็นที่”สัมพันธ์” กับการขึ้นราคา”สินค้า” ถ้า”ค่าแรงขึ้น” และราคา”สินค้า” ขึ้นตาม หรือ”ขึ้นก่อน” ล่วงหน้าไปแล้ว การ”ขึ้นค่าแรง” ก็ไม่เป็น”มรรคผล” กับผู้ที่ใช้”แรงงาน” แต่กลายเป็นการให้”ประโยชน์”กับ”นายทุน” ดังนั้นถ้า”กระทรวงแรงงาน” ขยับ”ค่าแรง”เพิ่มขึ้น แต่”กระทรวงพาณิชย์” ไร้ความสามารถในการ”ควบคุมราคาสินค้า” ก็เป็นเรื่องที่”เปล่าประโยชน์” แต่การ”ขึ้นค่าแรง” เป็นการเพิ่ม”คะแนนเสียง”ให้กับ”พรรคภูมิใจไทย” ที่เป็น”ผลงาน”ของ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ” เสนาบดีกระทรวงแรงงาน…..ส่วนเรื่องการ”ควบคุมราคาสินค้า” ที่ผ่านมาในรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี”เศรษฐา ทวีสิน” เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์คือ” ภูมิธรรม เวชชยชัย” หรือ”เสี่ยอ้วน” ยัง”สอบไม่ผ่าน”เพราะยังปล่อยให้”กลุ่มทุน” ขึ้นราคาสินค้าแบบ”รังแกประชาชน” วันนี้ “เสนาบดี” กระทรวงพาณิชย์เปลี่ยนเป็น” พิชัย นริพทะพันธ์” ก็อย่างเพิ่ง”ติเรือทั้งโกลน”  ลองให้”โอกาส” ในการทำงานกัน”สักตั้ง” จะได้รู้ว่ามี”ฝีมือ” หรือเป็นแค่”ราคาคุย” เท่านั้น

สำหรับ”รัฐมนตรีป้ายแดง” อย่าง”เดชอิศม์ ขาวทอง” (นายกชาย) รัฐมนตรีช่วย”สาธารณสุข” ซึ่งยังไม่รู้ว่า”สมศักดิ์ เทพสุทิน” เสนาบดี “ว่าการ” จะมอบให้ “กำกับดูแล” ส่วนไหน “กรมไหน” ของ”กระทรวง”  แต่ก็”เชื่อมือ” ว่าไม่ว่าจะได้”กำกับดูแล” กรมไหน หน่วยไหน คงจะทำหน้าที่ได้”เฉียบขาด” เพราะเคยผ่านมา”การเมือง” เป็นถึงอดีต”นายกองค์กรบริหารส่วนจังหวัดสงขลา” มาแล้ว ห่วงก็แต่ว่า “รัฐบาล” จะมี”งบประมาณ” ให้ทำงานการ”แก้ปัญหา” และการ”พัฒนา” อย่าง”เพียงพอ” หรือไม่ เท่านั้น……เพราะดูๆไปแล้ว ที่น่า”ห่วงใย” ที่สุดคือ”ผู้ที่ต้องทำหน้าที่” หัวหน้าคณะเศรษฐกิจ” ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็น” แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี หรือ”พิชัย ชุณหะวชิร “ รองนายกรัฐมนตรี และ”เสนาบดีกระทรวงการคลัง” เพราะเรื่อง”เศรษฐกิจ” การค้าการ”ลงทุน” ที่”เดี้ยง”มา ตั้งแต่”เศรษฐา ทวีสิน” เป็น”นายกรัฐมนตรี จนถึง ขณะนี้ ที่เห็นได้”ชัดเจน” มีแต่เรื่องการลงทุนของ”กลุ่มทุนจีน” ใน”อุตสาหกรรม”รถยนต์ไฟฟ้า” เท่านั้น  ที่”บริษัทจีน” เข้ามาลงทุนใน”อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า” ส่วนการลงทุนด้านอื่นๆ ยังไม่เห็น…..โดยเฉพาะโครงการใหญ่ๆอย่าง”แลนด์บริดจ์” หรือ”สะพานบก” ที่จะเป็นการ”เชื่อมต่อ” ทะเลอันดามัน”กับ”อ่าวไทย” ที่ จ.ระนอง- ชุมพร  ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรี”เศรษฐา ทวีสิน” เดินทางไป”โรดโชว์” กับประเทศ”อุตสาหกรรม” ใหญ่ๆ มาแล้วทั่วโลก ก็ยังไม่เห็น”มรรค ผล” อะไร มีแต่คำว่า”ต่างชาติสนใจ” ที่จะมาลงทุน แต่การ”ลงทุน” จริงๆ ที่ปรากฏให้เห็นเป็น”รูปธรรม” ยังไม่มี นี้คือความ”กดดัน” ของผู้ที่เป็น”หัวหน้าคณะเศรษฐกิจ” ใน “รัฐบาล” ชุดนี้  ส่วนที่จะ”ฝากความหวัง” ไว้กับเรื่อง”บ่อนการพนันเสรี” หรือ”อินเตอร์เทนเม็นท์คอมเพล็กซ์” เพื่อให้เป็นโครงการ”กระตุ้นเศรษฐกิจ” ก็ยังเป็นเรื่อง”หวังยาก” เพราะแค่เริ่ม”ขับเคลื่อน” ก็เต็มไปด้วย”ขวากหนาม” จาก กลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ที่มีทั้ง”กลุ่มการเมือง” ที่ไม่ได้รับ”ผลประโยชน์” จากโครงการดังกล่าว และ กลุ่มประชาชน และกลุ่ม”ภาคประชาสังคม” เป็นจำนวนมาก และถ้าโครงการใหญ่ๆ เกิดขึ้นไม่ได้ “เศรษฐกิจ” ของ”ประเทศ” ก็จะ”ไปไม่ได้” บริษัท ห้างร้าน กลุ่ม “ธุรกิจเอสเอ็มอี” ก็จะ”ล้มหายตายจาก” ไปเรื่อยๆ ผลกระทบได้อยู่แค่” เจ้าของธุรกิจ” ที่”สิ้นเนื้อประดาตัว” แต่หมายถึงจำนวนคนที่”ตกงาน” มากยิ่งขึ้น และที่ตามมาคือเรื่อง”อาชญากรรม” ที่จะเพิ่มขึ้นแบบ”เงาตามตัว” และกลายเป็น”ปัญหาสังคม” ที่สร้างความ”เดือดร้อน” ให้เกิดขึ้นทุก”อณูแผ่นดิน”

มาเลเซียประเทศเพื่อนบ้านเขาทันสมัยเพราะเดินเข้าสู่”อุตสาหกรรม”ที่เรียกว่า”เซมิคอนดักเตอร์” ซึ่งเป็น “เทคโนโลยี”ชั้นสูง เป็นการ”พัฒนาอุตสาหกรรม”ไปอีกขึ้นหนึ่ง ในขณะที่”ประเทศไทย” ยังคง”มะงุมมะงาหรา” อยู่กับ เรื่องเดิมๆ ที่”วนเวียน” อยู่กับ”ปมความขัดแย้งทางการเมือง” ยังเดินหน้าเข้าสู่”โหมดการล้างแค้น” การ”ล้างอาย” มุ่งแต่เรื่อง”ล้างบางศัตรู” ใน”สภาผู้แทนราษฎร” วันนี้มีแต่เรื่อง”โต้เถียง” ระหว่าง”ฝ่านค้าน”กับ”ฝ่ายรัฐบาล” โดยมี”ฝ่ายแค้น” เข้า”ผสมโรง” จนมองไม่เห็นว่าจะมีการ”ปรองดอง” เพื่อร่วมมือกัน”พัฒนาประเทศ”ไปสู่ความ”รุ่งเรือง” ของประเทศ…..อย่างปัญหาของ”จังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่นอกจากเรื่อง”ความไม่สงบ”ที่มาจาก”ขบวนการแบ่งแยกดินแดน” ยังมีเรื่องของการ”พัฒนา” ที่ทุก”รัฐบาล” ไม่ได้”จริงจัง” ไม่มีโครงการใหญ่ๆเกิดขึ้น ทั้งที่หลายโครงการ หลายพื้นที่ ไม่ได้มีความ”รุนแรง”  แต่ก็ไม่มีการ”สนับสนุน” ให้มีโครงการใหญ่ๆเกิดขึ้น เช่น “นิคมอุตสาหกรรมจะนะ” หรือ”เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมในอนาคต” ที่”ผลักดัน” โดย”ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้” ( ศอ.บต.) ครั้งที่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็น”นายกรัฐมนตรี” ซึ่งเป็นโครงการที่”ลงทุนโดยเอกชน” แต่ถูก”ขัดขวางจากเอ็นจีโอ” และไม่มีการ”สานต่อ” ทำให้”กลุ่มทุน” ไม่มั่นใจ และ”ไม่รอ” เพราะการ”ขับเคลื่อน” ของ”สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ที่เป็น”เจ้าภาพ” ของโครงการนี้”เชื่องช้า” ยิ่งกว่า”เรือเกลือ” และยังถูกมองว่า”มีธง” ที่ไม่ต้องการให้มีโครงการ”ขนาดใหญ่” เกิดขึ้นใน อ.จะนะ ด้วยซ้ำ จึงทำให้”คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้” เห็นถึงความไม่”จริงใจ” ในการ”พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” และเป็นการ”เข้าทาง” ของ”ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น”ที่นำไป”โฆษณาชวนเชื่อ” ว่า”รัฐบาล” ไม่”จริงใจ” กับการแก้ปัญหาของ”จังหวัดชายแดนภาคใต้” เรื่องการ”พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ณ วันนี้จึงต้องติดตามดูว่า รัฐบาล ชุดนี้ ที่นำโดย”แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี จะมี”นโยบาย” อย่างไรกับการ”พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่ไม่มีทั้ง” สส “ของ” พรรคเพื่อไทย” และไม่มี “กลุ่มธุรกิจ”ของ”พรรคเพื่อไทย” เข้ามา”ลงทุน” ในพื้นที่ ไม่เหมือนกับ”เกาะภูเก็ต” ที่ในครั้ง “เศรษฐา ทวีสิน” เป็น”นายกรัฐมนตรี” มีการ”เทียวไล้เทียวขื่น” ระหว่าง”กรุงเทพ-ภูเก็ต” เป็น ว่าเล่น เพราะ อาณาจักรของ”แสนศิริ” ที่ยิ่งใหญ่ มีการ”ลงหลักปักฐาน” บน”เกาะภูเก็ต” นั่นเอง

ข่าวจาก”วงใน” หน่วยงาน”ความมั่นคง” ใน “จังหวัดชายแดนภาคใต้” แจ้งว่า”บีอาร์เอ็น” มีการ”สั่งการ” ให้”กองกำลังติดอาวุธ”ที่”เคลื่อนไหว” ในพื้นที่ 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ให้เตรียม”ก่อเหตุความรุนแรง” ในเดือน ตุลาคม ที่จะถึง ซึ่งเป็นเดือนแห่ง”สัญลักษณ์” ของความ”สูญเสีย” ของ”ประชาชน” ที่เป็น”มุสลิม” ใน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547  ซึ่งจะครบ 20 ปี ในวันที่ 25 ตุลาคม 2567 นี้ โดยจะมีการ”ผสาน”กับ” มวลชน และ “ภาคประชาสังคม” ที่เป็น”ปีกทางการเมือง”ของ”ขบวนการ”บีอาร์เอ็น” และ”เอ็นจีโอ” ในชื่อ”มูลนิธิ”ต่างๆ และ กลุ่มของผู้ที่เรียกตัวเองว่า” นักเคลื่อนไหว”ในเรื่อง”สิทธิมนุษย์ชน”  และ”ฝ่ายการเมือง” ใน “สภาผู้แทนราษฎร” ที่มีทั้งการ”ชุมนุมประท้วง “ การจัด”กิจกรรม” ต่างๆ ในพื้นที่และ”ส่วนกลาง” และการ”ก่อการร้าย” ในพื้นที่ เพื่อ”รำลึก” ถึง”ความสูญเสีย” ของ”ประชาชน” ที่”ก่อม็อบ” ปิดล้อม สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส เพื่อให้”ปล่อยตัว””ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ( ชรบ.) ที่ถูก เจ้าหน้าที่จับกุมในข้อหา”ลักอาวุธปืนราชการ” ไปให้กับ”แนวร่วม” ขบวนการบีอาร์เอ็น และเป็นการ”กดดัน” ให้ เจ้าหน้าที่ติดตาม”จับกุม” “ข้าราชการระดับสูง” ที่”ศาลจังหวัดนราธิวาส” ทำการ”ออกหมายจับ”และไม่มีการ”รายงานตัวที่ศาล”จำนวน 7 คน หลังจากที่”มูลนิธิผสานวัฒนธรรม” และ”ชมรมทนายความมุสลิม” นำ ประชาชนจำนวน 47 ราย ซึ่งได้รับเงิน”ค่าเยียวยา” จาก”ภาครัฐ” ไปแล้ว “เป็นโจทย์ฟ้อง” เพื่อเอาผิดทาง”อาญา” กับ”ข้าราชการระดับสูง ที่เป็น” อดีตแม่ทัพกองทัพภาคที่ 4 อดีต ผบช.ตำรวจภูธรภาค 9 อดีต ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส อดีต ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และ อดีต ผกก.สภ.ตากใบ ….. นอกจากนั้น “แหล่งข่าว” ยังแจ้งว่า หลังมีการประกาศ”แต่งตั้ง” แม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ ซึ่ง”ธรรมเนียม” ของ”บีอาร์เอ็น” ต้องมีการ”ต้อนรับ” ผู้ที่เป็น”แม่ทัพภาคที่ 4 “ คนใหม่ด้วยการ”ก่อการร้าย” ดังนั้น หน่วยงานความมั่นคง ตำรวจ ปกครอง จึงต้องเตรียมพร้อมในการ”รับมือ” แต่เนิ่นๆ แต่ทางที่ดีที่สุดในการ”ป้องกันเหตุ” คือ”หน่วยงานความมั่นคง” ต้อง”เปิดเกมรุก” เพื่อ”จำกัดเสรีภาพ”การ”เคลื่อนไหว” ของ”กองกำลังติดอาวุธ” เสียก่อน  ดีกว่าการ”ตั้งรับ” เพียงอย่างเดียว

ล่าสุด”กองกำลังติดอาวุธ” ทำการ”วางเพลิง” ที่ทำการ “องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านโหนด” ต.บ้านโหนด อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา “วอดวาย” ทั้ง สำนักงาน ทั้งรถดับเพลิง และ “ตู้เอทีเอ็ม” ที่อยู่หน้า “ อบต.” เป็นการ”เสียหายยับเยิน” ที่สำคัญซึ่งที่เป็นที่สังเกตคือ คืนเกิดเหตุ”ไม่มีเวรยาม” และหลังเกิดเหตุ จนถึงวันนี้ เจ้าหน้าที่ ยัง จับกุมใครไม่ได้ เพียงแต่”เชื่อว่า” ผู้ที่เป็น”หัวหน้าโจร” เป็นคนเดียวกับที่เคยก่อเหตุ”วางระเบิดนางเงือก”ที่”แหลม สมิหลา” สงขลา เมื่อปี 61 ก็ แสดงว่า”คนร้าย” หรือ” แนวร่วม” รายนี้ยังคง”วนเวียน” เพื่อ”ก่อเหตุ” ในพื้นที่ของ 4 อำเภอ ของ จ.สงขลา ไม่ได้”หลบหนี”ไปไหน “ตำรวจ,ทหาร” ต่างหาก ที่ไม่ได้”ติดตาม” เพื่อ”จับกุม” มาลงโทษ…..ส่วนการตั้งข้อ”สังเกต” อีกเรื่อง คือการที่”แนวร่วม” ทำการ”เคลื่อนไหว” ด้วยการ”พ่นสี” บนถนนหลายสายในพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น”ตัวอักษร” ว่า” อส.ลาออก” บางแห่งที่”แนวร่วม” ปฏิบัติการ อยู่ห่างจาก”ฐานปฏิบัติการ” ของ”เจ้าหน้าที่เพียง 200 เมตร แสดงว่า”แนวร่วม” ไม่มีความ”เกรงกลัว” เจ้าหน้าที่รัฐ และต้องการที่จะ”เยาะเย้ย” เจ้าหน้าที่ เหมือกับจะบอกว่า”ไม่มีน้ำยา” และที่ สำคัญ ทำให้เป็นที่”รู้กัน” ว่า ในเวลากลางคืน ไม่มีการ”ลาดตระเวน” รอบฐานปฏิบัติการ นี้ถ้า”แนวร่วม” เปลี่ยนจากการ”พ่นสี” เป็นการใช้”เครื่องยิงระเบิด” ยิงเข้าไปใน”ฐานปฏิบัติการ” ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คง”ดูไม่จืด”

เขียนกันหลายครั้งแล้วเรื่อง”จลาจล- จราจร” ของ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทั้งใน”เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ “ และ”เขตเทศบาลเมืองคอหงส์” ซึ่งใน”เขตเทศบาลนครหาดใหญ่” มีการ”จัดกิจกรรม” เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ” และ”การท่องเที่ยว” ด้วยการ”ปิดถนน” สายต่างๆ เพื่อใช้เป็น”พื้นที่จัดงาน” แต่ผู้รับผิดชอบ”งานจราจร” ไม่มีการ”วางแผน” ในการแก้ปัญหา”จราจร” ว่าจะ “จัดการ” อย่างไรที่จะไม่ให้เกิดการ”จลาจล”กับการ”จราจร” รวมทั้งไม่มีการ”ติดป้าย” เพื่อประชาสัมพันธ์ รวมทั้งการใช้”สื่อ” ในการ”ประชาสัมพันธ์” เพื่อให้ผู้ที่”ใช้รถใช้ถนน” ให้รู้ว่ามีการ”ปิดถนน”เพื่อ”จัดกิจกรรม”  ตรง จุดไหน บริเวณใด เพื่อให้ผู้”ใช้รถใช้ถนน” ที่ไม่มีความ”จำเป็น” ที่จะเข้าไปใน”ตัวเมือง” สามารถ”หลีกเลี่ยง” ไปใช้”เส้นทาง”อื่นๆ ได้  เรื่องการ”แต่งตั้ง” ตำรวจที่มาทำหน้าที่”รอง ผกก.จราจร” ไม่ว่าจะเป็นที่ สภ.ไหน ควรจะมีการ”พิจารณา” แต่งตั้งนายตำรวจที่มี”วิสัยทัศน์” ในเรื่องของการ”จราจร” อย่าได้ แต่งตั้ง”นายตำรวจ” ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการ”จัดการจราจร” มาทำหน้าที่ เพื่อให้แก้ปัญหาของ”การจราจร”จะได้มี”ประสิทธิภาพ” เช่นเดียวกับการ”ซ่อมถนน” สาย”สี่แยกคลองหวะ-ถึง สี่แยกสนามบินใน” อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่มีการปล่อยให้”ผู้รับเหมา” ทำตามใจชอบ ไม่มี”ตำรวจจราจร” มาดูแลเพื่อจัดการ”การจราจร” จนทำให้”รถติด”กัน”ยาวเหยียด” เสีย เวลา เสียอารมณ์ นี้ถ้ามีการ”ติดป้าย” ที่ต้นทาง เพื่อให้รู้ว่ามีการ”ซ่อมแซม ปรับปรุง” ถนนสายดังกล่าว ผู้ที่”ใช้รถใช้ถนน”ก็จะได้”เลือก” เส้นทางอื่นๆ ในการ”สัญจร” สภาพของ”จราจร” ก็จะ”จลาจล” น้อยลง ก็ ฝากเรื่องนี้ให้กับ” พล.ต.ตเชาวลิตร เลื้ยงสุพงศ์” ผบก. ภ.จว.สงขลา “พิจารณา” ในเรื่องการแก้ปัญหา”จราจร” ของ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นเมือง”เศรษฐกิจ-การท่องเที่ยว” และ”การคมนาคม”ด้วย

คดี”โกดังพลุระบิด” ที่  ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 ผ่านไปแล้วกว่า 1 ปี  แต่การช่วยเหลือ”ประชาชน” ที่ได้รับความ”เสียหาย” ซึ่ง”บ้านพัง”ทรัพย์สิน เสียหาย ยังไม่”สะเด็ดน้ำ” ส่วน”สองผัวเมีย” ที่เป็น”เจ้าของโกดังเก็บพลุ” ได้ยื่นประกันตัวต่อศาล โดยอ้างว่าจะได้ออกมา”ดำเนินการ” หาเงินมา”ชดใช้” ค่าเสียหายให้กับ “ประชาชน” โดยนำหลักทรัพย์ที่ดิน 15 แปลง มา”ค้ำประกัน” และมีการ”ไกล่เกลี่ย” ค่า”เสียหาย” จาก 300 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท มีการ นัดจ่ายเงินให้กับ”ผู้เสียหาย” และ”สุดท้าย” ก็”ผิดนัด” ก็เป็นหน้าที่ของ” โอราฬ กุลวิจิตร”  ประธานสภาทนายความภาค 9  ที่จะต้อง ติดตาม”จำเลย” ของคดีนี้มาเพื่อให้ ดำเนินการตาม “สัญญา” หรือไม่ก็ต้องให้มีการ”ขายทอดตลาด” หลักทรัพย์ ที่ใช้ในการ”ค้ำประกัน” เพื่อเป็นการ”ชดใช้” ความเสียหายให้กับ”ประชาชน”……ปีนี้พื้นที่ จ.สตูล ประสบกับ”อุทกภัย” บ่อยครั้งมาก สาเหตุ นอกจาก”ฝนตกชุก” แล้ว อาจจะมีเรื่องของการ”ทำลายป่า” เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมทั้งการ”ตื้นเขิน” ของ” แม่น้ำ ลำคลอง จนทำให้ สภาพของ”ภูมิศาสตร์” ที่ เปลี่ยนไป แต่ที่น่าชื่นชม สำหรับ จ.สตูล คือ หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง มีการ ช่วยเหลือ ประชาชน ที่ประสบปัญหา”น้ำท่วม” ได้อย่าง รวดเร็ว ในขณะที่ “ศักระ กปิลกาญจน์” ผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศแจ้งเตือน ให้ประชาชน เฝ้าระวังสถานการณ์ และให้มีการ”อพยพ”  เพื่อความ”ปลอดภัย” โดยมีการ”เตรียมที่พักพิง” ให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนไว้พร้อมสรรพ……ที่สำคัญ จังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน ไม่ว่าจะเป็น “กระบี่,ภูเก็ต,ตรัง” ต้องมีการ เตรียมพร้อม รับมือ”น้ำท่วม” และ”ดินถล่ม” เพราะเกิดขึ้นบ่อยมาก ซึ่งล้วนมาจาก สาเหตุของการ”บุกรุกพื้นที่”ในการทำการเกษตร และเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อ ป้องกันความ”สูญเสีย” ที่เกิดขึ้น จาก”อุทกภัย” ที่ทุกฝ่ายเชื่อว่า ภาคใต้ ปี 2567  จะเป็นปีที่เกิด”อุทกภัย” ในภาคใต้ด้วยความรุนแรง “ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท” ฝ่ายปกครอง” และ”ท้องถิ่น” รวมถึง”หน่วยงานป้องกันสาธารณภัย” และ” หน่วยงานของ”กองทัพ” ในพื้นที่ต้องมีการ”ประชุม” เพื่อการ”วางแผนรับมือ” ให้ทันท่วงที “ตัวอย่าง” ที่เกิดขึ้นกับ” จังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” คือ”บทเรียน” ที่จะต้องไม่เกิดขึ้นในภาคใต้

หลัง“สมนึก พรหมเขียว” ผวจ.สงขลา ลงพื้นที่”ขันน็อต” ตำรวจ และ ฝ่ายปกครอง ให้”เข้มงวด” ต่อกลุ่ม”มิจฉาชีพ” ที่ “ลักผลผลิต”ทางการ”เกษตร” ในพื้นที่  อ.สทิงพระ จ.สงขลา ทำให้ เจ้าหน้าที่”กระตือรือล้น” ป้องกัน และ จับกุม “คนร้าย” ทำให้”เกษตรกร” สบายใจได้พักหนึ่ง แต่ วันนี้ “สถานการณ์” การ”ลักขโมย” ผลผลิตของ”เกษตรกร” ในพื้นที่กลับมา”ชุกชุม” อีกครั้งหนึ่ง เจ้าของสวนกล้วย สวนปาล์ม สวนมะพร้าว รวมทั้ง พืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ต่างได้รับความ”เดือดร้อน” ต้อง”จับปืน” เฝ้าสวน เป็น”ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” จนมีคำถามว่า”เราเสียภาษี”ทำไมในเมื่อ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ที่รับ”เงินเดือน” จาก”ภาษี”ของประชาชน ไม่ได้ทำหน้าที่ในการดูแล”ประชาชน”เลย ……ส่วนสาเหตุที่”โจรผู้ร้าย” ในพื้นที่ซึ่ง”ชุกชุมยิ่งกว่ายุง” มาจากเรื่องของ”ยาเสพติด” ที่ในพื้นที่มีผู้”ติดยา” มีผู้”ค้ายา” จำนวนมาก  และคน”ติดยา” ส่วนใหญ่”ว่างงาน เมื่อต้องการใช้เงินเพื่อ”เสพยา” จึงต้อง,ลักเล็กขโมยน้อย” และสุดท้ายเมื่อไม่มี”ทรัพย์สิน” ให้ “ลักขโมย” จึงต้อง “ลักขโมย” ผลผลิตทางการเกษตรไปขาย เพื่อ”เสพยา” เรื่องนี้ต้องแก้ที่”ต้นตอ” นั้นคือ” การ”จับกุมผู้ค้ายาเสพติด” และการ”นำตัวผู้”ติดยา”ไป”เข้าคุก” หรือ”สถานฟื้นฟู” แต่ทั้งสองเรื่อง วันนี้เหมือนไม่มี”เจ้าภาพ” เพราะทั้ง”ตำรวจ” และ”ฝ่ายปกครอง” ไม่ได้มองว่าเรื่อง”ยาเสพติด” เป็นเรื่อง”สำคัญ” เป็น”วาระแห่งชาติ” จึงมีการ”จับกุม” ตามที่”กำหนด”เป้าหมายเอาไว้ เพื่อเป็น”ผลงาน”เท่านั้น ไม่ได้มีการ”กวาดล้าง”แบบ”ล้างบาง” หรือ”ขุดรากถอนโคน”  ที่ สำคัญ” เจ้าหน้าที่ “ จำนวนมากมี”ผลประโยชน์” กับ “ขบวนกาค้ายาเสพติด” เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของ”รัฐบาล” ที่มี” แพทองธาร ชินวัตร” เป็น”นายกรัฐมนตรี” ถามว่า”คนไทยจะอยู่อย่างมีกิน มีเกียรติ มีศักดิ๋ศรี ได้อย่างไร “ถ้าในทุกพื้นที่ของ”ประเทศไทย” เต็มไปด้วย”ยาเสพติด” และเต็มไปด้วย”คนติดยา”……แล้วพบกันใหม่ วันศุกร์หน้า สวัสดีครับ

ไชยยงค์ มณีพิลึก