การเมือง”ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” อยู่ในสภาพ”เดินหน้าสะดุด ถอยหลังหกล้ม” แม้จะเปลี่ยนจาก”ก้าวไกล” มาเป็น”เพื่อไทย” ในการจัดตั้ง”รัฐบาล “แต่ สถานการณ์ที่ถูกทำให้”บิดเบี้ยว” โดยการ”ตีความ”ของ”วุฒิสมาชิก” ที่นำเอา”ข้อบังคับ”การประชุมสภาฯมาเป็นใหญ่กว่า”กฎหมายรัฐธรรมนูญ” จน”ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ต้องส่งให้”ศาลรัฐธรรมนูญ” ทำการ”วินิจฉัย” ซึ่งอาจจะทำให้การ”โหวตนายกรัฐมนตรี”ต้องเลื่อนออกไป เพื่อรอการ”ตีความ” หรือ”วินิจฉัย” จาก”ศาลรัฐธรรมนูญ”ที่ทำให้การ”เดินหน้า” ของ”ประเทศ” ล่าช้าไปอีก….เพราะ”สุดท้าย” ถึงแม้ว่า”ศาลรัฐธรรมนูญ” จะ”วินิจฉัย”ว่า “สภาผู้แทนราษฎร” สามารถที่ เสนอชื่อของ”พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เพื่อการ”โหวต” ให้เป็น”นายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 ได้ ก็ไม่ผ่านอยู่ดี เพราะไม่ได้รับการ”สนับสนุน” จาก”วุฒิสมาชิก” และ” สส.ฝ่ายค้าน” แต่ก็ เห็นด้วยกับการที่”ผู้ตรวจราชการแผ่นดิน” ส่งเรื่องให้”ศาลรัฐธรรมนูญ” ทำการ”วินิจฉัย” เพราะจะได้เป็น”บรรทัดฐาน” ทางการเมือง และทาง”กฎหมาย”ที่จะต้องถือปฏิบัติให้ถูกต้อง……สำหรับ”พรรคก้าวไกล” โอกาสที่จะได้”ร่วมรัฐบาล” ยิ่งนานวันยิ่ง”ริบหรี่” เพราะเห็นการ”เดินเกม” ของ”พรรคเพื่อไทย” ที่”จับเข่าพูดคุย”กับ”พรรคการเมืองที่เป็น”ฝ่ายค้าน” เพื่อขอ”เสียงสนับสนุน” ในการจัดตั้ง”รัฐบาล” ทุกพรรคต่างมี”จุดยืน” ที่เหมือนกันคือถ้ามี”พรรคก้าวไกล” รวมรัฐบาล ก็จะไม่”สนับสนุน” ส่วนเสียงของ “สมาชิกวุฒิสภา” ถามกี่หนกี่ครั้ง ก็”ยืนยัน” ที่จะ”ไม่โหวต”ให้หากยังมีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาล
ทั้งหมดเป็นการ”บีบเพื่อไทย” ให้”เข้าตาจน” ถ้าต้องการเป็น”รัฐบาล” ต้อง”สลัดทิ้งพรรคก้าวไกล” และไป”จับมือ”กับ”พรรคร่วมฝ่ายค้าน” ซึ่งจะกลายเป็นการ”ขุดหลุมฝังตัวเอง” เพราะจะถูก”ประณาม” จาก”ประชาชน”ที่ไม่เห็นด้วย และหาก”เพื่อไทย-ก้าวไกล” จับมือกันเป็น”ฝ่ายค้าน” พรรคการเมืองที่เหลือ ก็จะ”จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย” ก็ไม่ได้อยู่ดี เพราะจะถูก”คว่ำ” ทันที หลังได้เป็น”นายกรัฐมนตรี” เพราะเสียงของ”สว. และถ้า”เพื่อไทย” ต้องรักษาคำพูดตอนที่”หาเสียง” ที่จะยืนอยู่ฝั่ง”ประชาธิปไตย”กับ 8 พรรคการเมือง ด้วยการเป็น”ข้าวต้มมัด” ที่ไม่มีการ”สลายขั้ว” ก็ต้องรออีก 10 เดือน เพื่อให้ “วุฒิสมาชิก”พ้นจากตำแหน่ง และค่อยทำการ”เสนอชื่อ”นายกรัฐมนตรี” เพื่อ”โหวตใหม่” โดยใช้เสียงของ สส.ล้วนๆ ก็ทำได้…..แต่ก็ต้องถามว่า การที่ให้”รัฐบาลรักษาการ”ไปอีก 10 เดือน จะสร้างความ”เสียหาย” กับประเทศชาติ อย่างไร หรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องของ”เศรษฐกิจ”และ”ปากท้อง” ของ ประเทศชาติ และ”ประชาชน”ที่วันนี้อยู่ในอาการ”ร่อแร่” นักลงทุนไม่กล้าเดินหน้า” การส่งออก”ถอยหลัง” การท่องเที่ยว”พลาดเป้า” ราคา”พลังงาน” และราคา”สินค้า” ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบไปยัง”ชนชั้นกลาง”และ”รากหญ้า” อย่าง”สาหัสสากรรจ์” เพราะข้อ”จำกัด”ของ”รัฐบาลรักษาการ” ที่ไม่มี”อำนาจ” ในการ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ”งบประมาณ” ที่ต้อง”ล่าช้า”ออกไป ยิ่งเป็นการ”ซ้ำเติม”ให้ประเทศ”ง่อยเปลี้ยเสียขา” เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่”เพื่อไทย”และ”ก้าวไกล” ต้องตัดสินใจ
นี่ก็เป็น”เรื่องใหญ่” ที่เกี่ยวกับ”ความมั่นคง” ของประเทศชาติ เมื่อมีโรงเรียน”ตาดีกา”บางแห่ง ใน จ.ปัตตานี จัดงาน”ตาดีกาสัมพันธ์” และมีการนำเอา”ภาพของคนร้าย” ที่ถูก”วิสามัญฆาตกรรม” ในข้อหา”แบ่งแยกดินแดน” มาแสดงความ”รำลึก” ในฐานะของ”วีระบุรุษ”ที่ควร”ยกย่อง” นี่เป็นเรื่องที่”บิดเบี้ยว” ทางการศึกษาและ”สังคม” ที่ส่งผลกระทบอย่าง”รุนแรง” ต่อ”ความมั่นคง” ที่”กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” และ “ส่วนราชการอื่นๆ” ที่รับผิดชอบ”โรงเรียนตาดีกา” ต้องเข้าไป”ตรวจสอบ” ถึง”เบื้องหน้าเบื้องหลัง” ว่ามีอะไรที่”ซ่อนเร้น” เพราะเป็นไปไม่ได้ที่”ผู้จัด” และ”ผู้บริหาร”โรงเรียนตาดีกา” จะไม่รู้และไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ทำไปเป็นเรื่อง”ไม่ถูกต้อง” เรื่องที่เกิดขึ้นกำลังเป็น”ประเด็นร้อน” และ”สะเทือน” ถึง “โรงเรียนตาดีกา” ทั้งหมดใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ นี่คือการ”จุดพลุ” ที่” บีอาร์เอ็น” ต้องการให้”ฝ่ายความมั่นคง” กับมา”หวาดระแวง” ต่อการบริหารของ”โรงเรียนตาดีกา” อีกครั้ง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2547 เรื่องนี้ พล.ท.ศานติ ศกุลตนาค” แม่ทัพภาคที่ 4 / ผอ.กอ.รมน.ภาค 4.ต้อง ดำเนินการให้รอบคอบ”นิ้วไหนร้ายต้องตัดนิ้วนั้น” ที่ สำคัญและต้อง”ตำหนิ” การนำเอา”คนตาย” ที่เป็น”คนร้าย” ในข้อหา”แบ่งแยกดินแดน” มา “สดุดีเป็นวีระชน” ผู้ทำอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น”บีอาร์เอ็น” หรือ”ใครก็ตาม ”โหดร้ายมาก” ที่นำเอา”เด็กๆ” ที่เป็นเสมือน”ผ้าขาว”ให้”แปดเปื้อน”และ นี่คือการ”ปลูกฝัง” อุดมการณ์ในการ”แบ่งแยกดินแดน”ใน”รูปแบบใหม่” ที่ ฝ่ายความมั่นคงต้อง”รู้เท่าทัน” และ”ป้องกัน” อย่าให้”ลุกลาม”ไปทุกพื้นที่
เรื่องนี้ อาจจะเป็นการ”เชื่อมต่อ”จากเรื่องของ”ขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ” ที่มีการ”โยนหินถามทาง” เรื่องการ”แบ่งแยกดินแดน” ด้วยการจัด”เสวนา” และทำการจำลองการทำ”ประชามติในการแบ่งแยกดินแดน”เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ซึ่งจัดขึ้นที่คณะ”รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี” ซึ่ง “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ได้ดำเนินการ”แจ้งความ”เพื่อ”เอาผิดทางกฎหมาย” ทั้งกับผู้นำ”นักศึกษา”และผู้นำ”ภาคประชาสังคม”ไปแล้วจำนวน 5 คน ซึ่ง ล่าสุด พนักงานสอบสวน สภ.เมือง ปัตตานี ได้ เรียกตัว นักศึกษาจำนวน 7 คน ที่อยู่ใน เหตุการณ์มาทำการ “สอบสวน” เพื่อให้เป็น”พยาน” และอาจจะมี”หมายเรียก” ผู้ถูก”แจ้งความ” จาก” กอ.รอมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” มาเพื่อ”แจ้งข้อกล่าวหา” ถ้าผลการ”สอบสวน”เข้า”องค์ประกอบของกฎหมาย” ซึ่งก็ต้องติดตามว่า หากมีการ”ออกหมายเรียก” ผู้ที่ถูก “แจ้งความ” ให้มารับทราบ”ข้อกล่าวหา” จะมีการ”เคลื่อนไหว” อย่างไรจาก”ปีกทางการเมืองของบีอาร์เอ็น” และจะมีการ”ตอบโต้”ด้วยความ”รุนแรง” จาก”กองกำลังติดอาวุธ” หรือ”อาร์เคเค”หรือไม่ ที่สำคัญ” คือประชาชนผู้ไม่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้”รับเคราะห์” จาก สถานการณ์ความ”ขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้นหรือไม่ และ หน่วยงานที่”เกี่ยวข้อง” จะป้องกันอย่างไร
มีการประชุมร่วมระหว่าง ปปช.สงขลา และ สำนักงานที่หลวง 18 จ.สงขลา เพื่อร่วมกันในการจับกุม”รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” ซึ่ง โดยข้อเท็จจริงเป็นหน้าที่โดยตรงของ”ตำรวจทางหลวง”และ “ขนส่งจังหวัด” แต่ถ้า”สำนักงานทางหลวงที่ 18 กับ ปปช. จะมา”ร่วมแจม”ด้วย ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้”ค่าปรับ”เพิ่มขึ้น….แต่ไม่ได้ป้องกัน “ถนนพัง” เพราะการ”บรรทุกน้ำหนักเกิน” เพราะถ้าการ”บรรทุกน้ำหนักเกิน” เป็นเหตุให้”ถนนพัง” ถนนทุกสายของ”ประเทศไทย” คงจะพังหมดแล้ว เพราะรถบรรทุก”ส่วนใหญ่” บรรทุกเกินทั้งนั้น แต่ที่”ถนนพัง” เป็นเพราะมีการ”ทุจริต” จากการ”ก่อสร้าง” ….มีการตั้งข้อสังเกตการณ์ก่อสร้างของ”ชลประทาน” แห่งหนึ่งใน จ.พัทลุง ที่มีมูลค่า 113 ล้าน แต่มีผู้”ประมูลงาน”ได้ในราคา 66 ล้าน เป็นการ”ฟันราคา”เกือบ 50% มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า โครงการนี้ทำได้อย่างไร “ผู้รับเหมา” เป็นใครที่”ใจใหญ่” ขนาดนี้ เรื่องนี้”มีกลิ่น” ตั้งแต่เริ่มมีการ”ได้งาน” มีการตั้งข้อสังเกตว่า จำนวน “วัสดุ” ที่ต้องใช้เช่น”ดิน,หิน,ปูน,ทราย” มีการตั้งจำนวนสูงกว่าที่ต้อง”ใช้จริง” ในการก่อสร้างหรือไม่ เรื่องนี้ “อธิบดีกรมชลประทาน” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างนิ่งนอนใจ ต้องทำการตรวจสอบให้ ชัดเจน
ในพื้นที่ จ.ปัตตานี มีหลายโครงการที่ ผู้บริหารจังหวัดคนก่อนๆ ใช้”งบประมาณ” ก่อสร้าง โน่น,นี่.นั้น” เอาไว้ แต่ ไม่ได้ใช้ปนระโยชน์ เช่น “ตลาดประชารัฐและ ตลาดกลางปศุสัตว์ ซึ่งถูก”ทิ้งร้าง” และอาจจะได้รับความ”เสียหาย” ถ้าไม่มีการ”ใช้งาน” เรื่องนี้ต้องฝากไปยัง”พาตีเมาะ สดียามู” ผวจ.ปัตตานี คนปัจจุบัน ว่าจะมี”ช่องทาง” อย่างไรในการใช้ประโยชน์กับ สิ่งปลูกสร้าง ที่ถูก”ทิ้งร้าง” เอาไว้ในพื้นที่ เพราะเห็นแล้ว “เสียดาย” งบประมาณ “ และ”หดหู่ใจ” กับ”วิสัยทัศน์”ของ เจ้าของโครงการ….ดีใจนะ ที่ “สรรเพชญ บุญญามณี” สส.เขต 1 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็น “สส.รุ่นใหม่” เข้าไปทำหน้าที่”ผู้แทนในรัฐสภา” ได้ทำการ”อภิปราย” เรื่องของ” อควาเรี่ยม”ที่ถูก”ทิ้งร้าง” เพราะการ”ทิ้งงาน”ของ”ผู้รับเหมา” กว่า 10 ปี หลังจากที่”ผลาญงบประมาณ” ในการก่อสร้างไปแล้ว 1,400 ล้านบาท เพื่อให้ “รัฐบาลใหม่” เข้ามาแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องการ”หาคนผิด”มาลงโทษ” เพราะเรื่องนี้มีการ”ทุจริต” เกิดขึ้นจนต้อง”หยุดการก่อสร้าง” ปปช.ส่วนกลาง สอบสวนไปถึงไหน มีใครที่”ยิ่งใหญ่” ในขบวนการ”ทุจริต” จึงทำให้คดีเดินต่อไม่ได้…..เช่นเดียวกับ โครงการก่อสร้างของการเคหะ แห่งชาติ ( บ้านคนจน) ที่ จ.นราธิวาส ที่ถูก”ทิ้งงาน” จนกลายเป็นจุด”เช็คอิน” ถึงความไม่เอาไหนของผู้รับผิดชอบ เรื่องนี้ “สนั่น พงษ์อักษร” ผวจ.นราธิวาส ต้องทำการแก้ไขให้โครงการ”เดินหน้า”ไปได้ เพราะเป็นผลประโยชน์ของ”คนจน” รวมทั้งต้องหา”คนผิด” มาลงโทษตามกฎหมาย อย่างปล่อยให้เป็นเรื่อง”คาราคาซัง”แบบ”หาจุดจบ”ไม่ได้
และที่”ตั้งตระหง่าน” กลายเป็น”สิ่งปลูกสร้างรกร้าง” ที่ ริมถนนสาย”หาดใหญ่-พัทลุง ที่ อ.ป่าบอก จ.พัทลุง คือ อาคารแสดงสินค้าโอท็อป ที่สร้างเสร็จมาเป็น 10 ปี แต่ไม่เคยมีการเปิดใช้ ทราบว่าเป็นโครงการของ องค์กรบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง ก็ต้องถามไปยัง “วิสุทธ์ ธรรมเพชร” นายก อบจ.พัทลุง ว่า จะ”หาประโยชน์” อย่างไรกับ “อาคารใหญ่โต” ที่ถูก”ทิ้งร้าง” หรือจะปล่อยให้”ผุพัง” ไปตาม”กาลเวลา” อย่างนั้นหรือ อย่าลืมว่า”งบประมาณ”ในการก่อสร้างล้วนเป็น”ภาษีของประชาชน”นะ….สิ่งที่เกิดขึ้น อยากให้”กระตุกต่อมสำนึก” ของผู้บริหารองค์กรบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ที่ต้องการ”ผลักดัน” การก่อสร้าง”หอชมเมืองหาดใหญ่” และ”พิพิธภัณฑ์คาบสมุทรสทิงพระ” ที่ต้องใช้”งบประมาณหลายพันล้าน” ท่ามกลางเสียงไม่เห็นด้วยของ”ประชาชน” เรื่องนี้ “ไพเจน มากสุวรรณ “ นายก อบจ.สงขลา และ คณะผู้บริหาร ต้องมีความ”รอบคอบ” ในการใช้”งบประมาณ” เพื่อความ”คุ้มค่า” และต้องฟังเสียง”คัดค้าน” ที่มีเหตุมีผล จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย….โดยเฉพาะ”พิพิธภัณฑ์คาบสมุทรสทิงพระ” ที่มีความ”พยายามในการผลักดัน” จะได้ประโยชน์ตรงไหน เพราะที่มีการก่อสร้างไว้แล้ว เช่น”สถาบันทักษิณคดีศึกษา” ของมหาวิทยาลัยทักษิณ ที่ตั้งอยู่ที่ “เกาะยอ” อ.เมือง สงขลา มีความเพียบพร้อมในความเป็น”รากเหง้า” ของ”ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของคาบสมุทรสทิงพระ” ยังหาผู้คนไปชมไปไปศึกษาแทบนับกลุ่มนับคนได้ ถ้าจะมีการก่อสร้าง”พิพิธภัณฑ์คาบสมุทรสทิงพระ” ขึ้นมาอีก จะ”ดีกว่า”สถาบันทักษิณคดีศึกษา”ก็คงยาก และสถานที่ก่อสร้างใน อ.สทิงพระ จ.สงขลา จะมีอะไรที่เป็นเหตุ”จูงใจ” ให้มีผู้คนเดินทางไปเยี่ยมชม นี่คือ”โจทย์ใหญ่” ที่ต้องไป”ขบคิด” ก่อนใช้งบประมาณ
นี่ก็เป็นเรื่องที่ ประชาชน ใน จ.ปัตตานี ตั้งคำถามมายัง สำนักงานโยธาธิการ และผังเมือง จ.ปัตตานี กับงบประมาณ 75 ล้าน ในการติดตั้ง เสาไฟฟ้าแสงสว่าง 28 ต้น ริมแม่น้ำปัตตานี เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ ที่สร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2562 และส่งมอบให้กับ เทศบาลตำบลลูสะมิแลในปี 2564 และถูกทิ้งร้าง ไม่มีแสงสว่าง อุปกรณ์ถูกขโมยไปขายเหลือแต่โครงเสาและดวงไฟ ทั้งหมดเป็นความ”ผิดของใคร” และจะทำอย่างไรต่อไป นี่ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่”พาตีเมาะ สะดียามู” ผวจ.”หญิงแกร่ง” ของ จ.ปัตตานี ต้องให้คำตอบกับประชาชนและหาทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย….อีกเรื่องที่ต้องถือเป็นความ”ผิดพลาด” ของ”กรมศุลกากร” ที่ก่อสร้างทำการแห่งใหม่ของศุลกากรอำเภอสะเดา จ.สงขลา โดยใช้งบประมาณมหาศาลในการก่อสร้าง สร้างแล้วเสร็จมาร่วม 2 ปี แต่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพราะไม่มีถนนเชื่อม ระหว่าง ที่ทำการศุลกากร กับ ถนนสายหลักที่เป็น”ทางหลวงแผ่นดิน” และไม่สามารถเชื่อมกับศุลกากรประเทศมาเลเซีย เพราะไม่มีถนนเชื่อมต่อกัน มีข้อสงสัยว่า ก่อนจะก่อสร้างทำไม่จึงไม่มีการ”วางแผน” เรื่องการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างถนน และการตั้งงบประมาณในการก่อสร้าง รวมทั้งการ”เจรจา”กับ”รัฐบาลมาเลเซีย” ในเรื่องของการ”เชื่อมต่อ” ทั้งหมดคือความ”เสียหาย” ทั้งในการ”พัฒนาเมืองชายแดน” และการใช้”งบประมาณ”ที่ไม่เกิดประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ เรื่องนี้จะแก้อย่างไรก็น่าจะบอกให้กับประชาชนได้รับรู้ด้วย
ที่ผ่านมาก็เห็นแต่”ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้” (ศอ.บต.)ที่มี” พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร” เลขาธิการ ศอ.บต. ที่ ประชุมประสานงานเพื่อ”บูรณาการ” กับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็เป็นไปอย่าง”เชื่องช้า” เพราะมีหลายหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้อง และ”ติดขัดเรื่องงบประมาณ” นั่นเอง…,เรื่องการ”พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่”ผิดพลาด” และ”ขาดการวางแผนที่รอบคอบ” เช่นการก่อสร้างสนามบินเบตง อ.เบตง จ.ยะลา ที่ใช้”งบประมาณไป 1,800 ล้าน แต่ สร้างแล้ว ไม่ได้ใช้ เพราะ”สายการบิน” ที่มา”ทดลองบิน” ไม่คุ้มทุน 1. คนใช้บริการน้อย 2. ต้องบินด้วยเครื่องบินเล็ก เพราะ”รันเวย์สนามบินสั้น” และ 3. ราคาตั๋วแพง วันนี้ สนามบินเบตง จึงถูก”ทิ้งร้าง” ต้องมี”ค่าใช้จ่าย” ให้ เจ้าหน้าที่ ในการ เฝ้าอาคารที่ทำการ ซึ่งอาจจะ”เสื่อมเสีย” ไปตามวันเวลา เรื่องความ”ผิดพลาด” ที่เกิดขึ้นจากการ”พัฒนา” ที่เน้นแต่การใช้งบประมาณเพื่อการก่อสร้าง โดยไม่คิดถึงการใช้ประโยชน์ ควรที่จะมีการ”ทบทวน”ครั้งใหญ่ทั้งประเทศ …..การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องใหญ่ ที่ต้องฝากให้ “รัฐบาลชุดใหม่” ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ที่ต้องมีความ”ชัดเจน” ในแผนการพัฒนา เช่นเรื่อง”เมืองต้นแบบแห่งอนาคต” ที่นำเสนอโดย “ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และผ่านความเห็นชอบของ “ คณะกรรมการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ” (กพต.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ “ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันนี้ผ่านไปแล้ว 4 ปี โครงการนี้ยังไม่มีความคืบหน้า เพราะถูกคัดค้านโดย”เอ็นจีโอ” จนรัฐบาล” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “ นายกรัฐมนตรี ต้องสั่งให้”ทบทวนใหม่” และให้”สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ( สศช.) เป็นผู้รับผิดชอบแทน ซึ่งการ”ขับเคลื่อน” โครงการนี้จาก” สศช” แทบจะไม่มีอะไรเคลื่อนไหว ทั้งที่ ในพื้นที่ “นักลงทุน” และ”หอการค้า” ต่างแสดงความคิดเห็นและมีความ”ต้องการ” ที่จะให้โครงการเดินหน้า โดยเฉพาะเรื่องความต้องการ”ท่าเรือน้ำลึก” ที่เป็น”ท่าเรือน้ำลึก” ที่ใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งวันนี้ก็ต้องรอความ”ชัดเจน” จาก “รัฐบาลชุดใหม่” ว่าจะมีความ”จริงใจ” กับการ”พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” แค่ไหน เพียงใด และยัง”หวาดกลัว” การ”ต่อต้าน”ของ”เอ็นจีโอ” หรือไม่
นี่ก็เรื่องของ”เอ็นจีโอ” ที่ “สนับสนุน” ให้”ชมรมประมงพื้นที่บ้าน” ใน 4 อำเภอของ จ.สตูล”เคลื่อนไหว” เดินทางไป”ชุมนุม” ที่ หน้าศาลากลางจังหวัดสตูล เพื่อ “กดดันให้รัฐ”ยกเลิกการทบทวนเขตทะเลชายฝั่งจังหวัดสตูล ซึ่งเรื่อง”เขตทะเลชายฝั่ง” เป็นความเห็นที่ไม่ตรงกัน “ระหว่างประมงพื้นบ้าน” กับ”ประมงพาณิชย์” ที่ต้องฟังความเห็นของทั้ง 2 ฝ่าย การที่จะให้มีการ”ยกเลิก” ต้องมีเหตุ มีผล ไม่ใช่ใช้การ”กดดัน” เพื่อให้ได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว เรื่องนี้”นิพนธ์ เสนอินทร์” ประมงจังหวัด ต้องดำเนินการด้วยความ”รอบคอบ” เช่นเดียวกับ “ชาตรี ณ ถลาง “ รักษาการ ผวจ.สตูล ที่ต้องใช้”หาทางออก” ให้ผู้ชุมนุมได้เข้าใจ และเดินทางกลับบ้าน
เรื่องขบวนการ”ค้าน้ำมันเถื่อนในภาคใต้” ยังเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมี”ผลประโยชน์มหาศาล” ที่ จ.สุราษฎร์ธานี คือ”เส้นทางลำเลียงน้ำมันเถื่อนทางทะเล” ในการนำ”น้ำมันเถื่อน” จาก”เรือประมง” ขึ้นฝั่ง และใส่รถบรรทุกส่งขายจะทำได้ง่ายๆ …..ส่วนที่ สงขลา การขนน้ำมันเถื่อนจาก เรือประมงดัดแปลง” ส่งขายให้กับกลุ่มผู้ค้าน้ำมันเถื่อน”ทางบก” รายใหญ่” ….ชื่นชม”เจ้าหน้าที่สรรพสามิต” อ.หาดใหญ่ ที่ทำการจับกุมผู้ค้า”บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่” หลังที่ร้านเดิมถูกจับและมีเปิดใหม่ เจ้าของที่เป็น”นายทุนใหญ่” แว่วว่ามี”ลูกชาย” เป็น”ตำรวจ” แต่ไม่เคยทำหน้าที่”ตำรวจ” เพราะหน้าที่หลักคือ”เก็บส่วย” ให้กับ”เจ้านายส่วนกลาง” ตั้งแต่ “ภูเก็ต”จนถึง”สุไหงโก-ลก” จ.นราธิวาส และนอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่ง”ตำรวจ” ใน จ.สงขลา อีกรายที่ไม่เคยทำหน้าที่”ตำรวจ” เป็น”นายทุนนำเข้าบุหรี่เถื่อนรายใหญ่”ของ จ.สงขลา เรื่องอย่างนี้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ “ ผบ.ตร. ต้อง”สะสาง” เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง”กินเงินเดือนหลวง” แต่ไม่ทำงานให้หลวง”.ใช้ไม่ได้
”พิพนธ์ บุญญามณี” อดีต รมช.มหาดไทย จัดงานคล้ายวันเกิดที่บ้านพัก ต.เขารูปช้าง อ.เมือง สงขลา เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา มี ประชาชน มาร่วมอวยพร แสดงความยินดีอย่างคั่บคั่ง เป็นการ”ส่งสัญญาณ”ให้เป็นที่รู้กันว่า “นิพนธ์” จะกลับมาเดินบนเส้นทาง” การเมืองท้องถิ่น” ลงรับเลือกตั้งในตำแหน่ง” นายก อบจ.สงขลา อีกครั้ง หลังส่งให้”สรรเพชญ บุญญามณี” ลูกชาย”หัวแก้วหัวแหวน” เป็น สส. เขต 1 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ สำเร็จ…. ส่วน”คู่แข่ง” มีแน่ แม้ว่า”ไพเจน มากสุวรรณ์ นายก อบจ.ปัจจุบัน อาจจะ”วางมือ” แต่ก็ให้”จับตา” ที่”สุพิศ พิทักษ์ธรรม” อธิบดีกรมฝนหลวง เจ้าของโรงแรมใหญ่ใน ต.พะวง อ.เมือง สงขลา ที่”เดินสาย” เปิดตัว กับ ประชาชน และทำ “กิจกรรม” ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ถ้าเป็นจริง ชาวสงขลา คงได้เห็น”ศึกช้างชนช้าง” อีกครั้ง…..ยัง”เล่นเกม” กันต่อไปสำหรับ”ประชาธิปัตย์” พรรคการเมือง”อดีตขวัญใจคนภาคใต้” ที่ต้องเลื่อนการเลือกตั้ง”หัวหน้าพรรค” จากวันที่ 23 ก.ค. ออกไปอย่างมีกำหนด เพราะมีการ”คัดค้าน”จากรองหัวหน้าพรรค 5 คน ที่ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มจำนวน “กรรมการภาค”ภาคละ 24 คน เพื่อใช้ในการ”โหวดเลือกหัวหน้าพรรค”และ”กรรมการบริหาร” ซึ่งมาจาก กลุ่มที่ต้องการดันให้ “นราพัฒน์ แก้วทอง” สส. จ.พิจิตร เป็น “หัวหน้าพรรค” ก็ต้อง ติดตามกันต่อไปว่าเกมการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค จะทำให้เกิดการ”แตกหัก” ของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ และหลังจากที่ กลุ่มของ”เฉลิชัย ศรีอ่อน” รักษาการเลขาธิการพรรค เป็นผู้”ชนะโหวต” อนาคตของ”ประชาธิปัตย์” จะเป็น”พรรคการเมืองระดับชาติ” หรือจะเป็น”พรรคการเมืองระดับท้องถิ่น” และที่ต้องจับตามองคือยังจะมี”ชวน หลีกภัย,บัญญัติ บรรทัดฐาน,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ”จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์” อยู่ในพรรค หรือ “ล้างมือทางการเมือง” ใน”อ่างทองคำ”
มี แฟนๆ ของ “ดร.สามสี” ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ประธานที่ปรึกษาของ”พรรครวมไทยสร้างชาติ” ว่าหลังการ”เลือกตั้ง” และ”รวมไทยสร้างชาติ” ไม่ประสพความสำเร็จในตัวเลข สส.ที่ประเมินไว้ และ” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” รักษาการ”นายกรัฐมนตรี” ลาออกจากการเป็น สมาชิกพรรค ดร.ไตรรงค์ อยู่ที่ไหน ทำไมจึง”ตกเฟรมการเมือง” แฟนๆถามถึงด้วยความรักความเป็นห่วง…..มีคำถามจากคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ถ้าการ”โยกย้ายในวงการสีเขียว”ในวันที่ 30 กันยายน ศกนี้ “พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค” ได้ “ติดยศพลเอก” ใน ตำแหน่งที่ใหญ่กว่า “แม่ทัพภาคที่ 4 “ ผู้ที่จะมาเป็น”แม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อการ”ดับไฟใต้”
มี แฟนๆ ของ “ดร.สามสี” ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ประธานที่ปรึกษาของ”พรรครวมไทยสร้างชาติ” ว่าหลังการ”เลือกตั้ง” และ”รวมไทยสร้างชาติ” ไม่ประสพความสำเร็จในตัวเลข สส.ที่ประเมินไว้ และ” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” รักษาการ”นายกรัฐมนตรี” ลาออกจากการเป็น สมาชิกพรรค ดร.ไตรรงค์ อยู่ที่ไหน ทำไมจึง”ตกเฟรมการเมือง” แฟนๆถามถึงด้วยความรักความเป็นห่วง…..มีคำถามจากคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ถ้าการ”โยกย้ายในวงการสีเขียว”ในวันที่ 30 กันยายน ศกนี้ “พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค” ได้ “ติดยศพลเอก” ใน ตำแหน่งที่ใหญ่กว่า “แม่ทัพภาคที่ 4 “ ผู้ที่จะมาเป็น”แม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อการ”ดับไฟใต้” ที่มีงบประมาณให้บริหารปีละหลายหมื่นล้าน จะเป็นใคร “มองลอดแว่น”ดูแล้ว ถ้าเป็น”รองแม่ทัพ” ที่มีอยู่ในขณะนี้ก็มีเพียง 2 คน คือ” พล.ต.ไพศาล หนูสังข์ และ พล.ต.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ ที่เป็น “รองแม่ทัพภาค 4 “ ในปัจจุบัน ส่วนจะเป็นใคร เรื่อง”ฝีมือ” มีดีคนละอย่าง “ ….แล้วพบกันใหม่วันศุกร์หน้า สวัสดีครับ
ไชยยงค์ มณีพิลึก
