วันพุธ, 13 พฤษภาคม 2569

สังคมภูมิภาคใต้ตอนล่าง…จับตา ‘การเมืองวิถีไทย’ กับ ‘เสนาบดี’ส้มหล่น!

ได้รัฐบาลใหม่แล้ว ได้”นายกรัฐมนตรี” คนใหม่ที่เป็นคนที่ 30 แล้ว และ ทุกกระทรวง ก็ได้”เสนาบดี”ครบถ้วน พร้อมทั้งมีการ”เข้าประจำการ” เพื่อทำการ”ขับเคลื่อน” ภารกิจของแต่ละกระทรวงที่ได้รับ”มอบหมาย” หรือ”เสนาบดี”บางรายได้ตำแหน่งมาตาม”โควตา” ที่เรียกว่า” เสนาบดีส้มหล่น” ที่เมื่อเข้านั่งตำแหน่ง”เสนาบดี” แล้ว ยังต้องใช้เวลาในการ”ศึกษางาน” ซึ่งเป็นไปตาม”ธรรมชาติ” ของ”การเมือง”แบบ”วิถีไทย” ที่ยังคง”จมปลักดักดาน”กับเรื่อง”ต่างตอบแทน” อีกยาวนาน…..แต่ก็ต้อง”ชื่นชม”นะ สำหรับ”เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี ที่ใช่ความ”รวดเร็ว” ยิ่งกว่า”กามนิตหนุ่ม” ใน”วรรณคดีไทย” ในการ”ประชุมสั่งการ”ให้ ทำทันที่ในหลายเรื่อง ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ”ปากท้อง” และความ”เดือดร้อน”ของ”ประชาชน” ทั้งเรื่องการลด”ราคาน้ำมัน” การลดค่า”ไฟฟ้า”ซึ่งเป็นไปตามที่ได้”รับปาก”กับ”ประชาชน” ในตอนที่”หาเสียง” และแม้ว่าจะเป็นการ”ลดราคา “ เพื่อให้เป็นตาม”สัญญาประชาคม” ที่ใช้การ”ลดภาษี”สรรพสามิต”เพื่อให้ราคาน้ำมันถูกลงลิตรละ 2.50 บาทต่อลิตร ที่เป็นเรื่อง”กล้วยๆ” สำหรับการบริหารประเทศที่ใครก็ทำได้  ดังนั้นในระยะยาว จึงต้อง”จับตามอง” ว่า”รัฐบาลนิดหนึ่ง” จะดำเนินการในเรื่องของการลด”ราคาพลังงาน” ที่เป็น”รูปธรรม” อย่างไร เพราะเรื่องของ”พลังงาน” ต้องแก้ที่”ต้นน้ำ”และ”กลางน้ำ” ตั้งแต่”ต้นทุนราคาน้ำมันดิบ” จนถึง”โรงกลั่น” จนถึงโครงสร้างของ”ภาษี”ที่ต้องมีทั้ง”มาตรการ”และ”มาตรฐาน” ไม่ใช่ปล่อยให้ “กลุ่มทุนพลังงาน” เป็นผู้”กำหนด”และ”กระทรวงพลังงาน” เห็นชอบ โดยให้”ประชาชน”เป็นผู้”รับเคราะห์” ที่ต้อง”แบกรับความเดือดร้อน” เพื่อให้”กลุ่มทุนพลังงาน” ได้กำไรปีละ “หมื่นล้าน แสนล้าน” อย่างที่มีการประกาศตัวเลขของผลกำไรในทุกปี

อีกเรื่องที่ต้องบอกว่า”รัฐบาลนิดหนึ่ง” ยัง”เกาไม่ถูกที่คัน” เช่นการให้”จ่ายเงินเดือนเป็นวีค” คือเดือนละ 2 ครั้ง แบบเดียวกับ”โรงงานหลายแห่ง” เพื่อให้ผู้”มีเงินเดือน” ไม่ต้องรอรับเงินเดือนในทุกสิ้นเดือน โดยที่”กลางเดือน” ต้องไป “กู้หนี้ยืมสิน” มาใช้ก่อนที่จะถึงวัน”เงินเดือนออก” วิธีการคิดจะ”ดูดี” แต่ไม่ตรงกับ”ข้อเท็จจริง” เพราะ สำหรับ”มนุษย์เงินเดือน”แล้ว ไม่ว่าจะมีการ”จ่ายในวันสิ้นเดือน” หรือ”แบ่งจ่าย” เดือนละ 2 ครั้ง ค่าที่ได้รับก็”เท่ากัน” คือ”ไม่พอกินพอใช้” สิ่งที่”มนุษย์เงินเดือน” ส่วนหนึ่ง ที่เป็นระดับล่างเงิน เดือน ตั้งแต่ 15,000-20,000 บาท ต้องการไม่ใช่การ”จ่ายเงินเดือน 2 ครั้งต่อเดือน” แต่ต้องการให้มีการ”ขึ้นเงินเดือน” หรือขึ้น”ค่าแรง” เพื่อให้”พอกินพอใช้” โดยไม่ต้องใช้”ชีวิตที่อิงแอบ”อยู่กับ”ดอกเบี้ยเงินกู้” อย่างที่เห็น…..ส่วน”มนุษย์เงินเดือน” ที่ไม่”เดือนร้อน” จะจ่ายเงินเดือน ๆละกี่ครั้ง เขาก็ไม่ได้เดือดร้อน เพราะเขา”มีกินมีใช้” ไม่มีภาระของ”เงินกู้”และ”ดอกเบี้ย”ดังนั้นการที่”รัฐบาลนิดหนึ่ง”จะ”เกาให้ถูกที่คัน” คือ”ขึ้นค่าแรง” และ”ขึ้นเงินเดือน” ให้กับกลุ่มผู้”เดือดร้อน” โดยเร็ว โดยการขึ้นค่าแรง”เป็นขั้นบันได”โดยไม่ต้องรอขึ้นวันละ 600 บาทในปี 2570 อย่างที่”หาเสียง”เพื่อเป็น”ยาหอม” ให้กับ”ประชาชน” ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ที่”ค่าแรง”ของ”ประเทศไทย” จะไปไกลถึงขนาดนั้น

ส่วน”เสนาบดี” ที่มี”ชั่วโมงบินสูง” เพราะเป็น”อดีต รมช.”มาแล้วอย่าง “ รอ.มนัส พรหมเผ่า” เสนาบดีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เป็นอีก”เสนาบดี” ที่ หลังรับตำแหน่งก็”ทำงานทันที” ทั้งการแก้ปัญหา”มังคุดตกต่ำ”ที่เป็นความเดือดร้อนของ”เกษตรกร”จ.นครศรีธรรมราช และ ลงพื้นที่ จ.ปัตตานี เพื่อแก้ปัญหาเรื่อง”ที่ดินทำกิน” ที่”ทับซ้อน” ในเขต “อุทยานและป่าสงวนแห่งชาติ” ซึ่งเป็นเรื่อง”คาราคาซัง”มาหลายสิบปีแต่การแก้ปัญหาไม่เคย”สะเด็ดน้ำ” ครั้งนี้ก็ต้องดูว่า” รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” จะทำได้สำเร็จหรือไม่ ส่วนเรื่องไป”ตกปากรับคำ” กับ”ชาวสวนยาง” เรื่องจะให้ยางราคากิโลกรัมละ 80 บาท ระวังจะ”ทำไม่ได้” และจะกลาย”เป็นบ่วงผูกคอ”ตนเอง ….ยกตัวอย่าง ที่ดินใน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา หลายตำบล เช่น ตำบลบาโหย ที่ สถานที่ราชการทั้งหมด เช่น รพ.สต. โรงเรียน และ อื่นๆ ที่เป็น”ส่วนราชการระดับตำบล” และ”เรือกสวนไร่นา” ที่ทำกินทั้งหมด ที่ทำกินมาเป็นเวลา 3 ชั่วคน ในแผนที่ยังเป็น”ผืนป่าต้นน้ำที่ 1 “ แต่ในความเป็นจริง” ไม่มีป่ามากว่า 100 ปีแล้ว มีแต่”สวนยาง สวนผลไม้” แต่ไม่มีหน่วยงานไหน นำข้อเท็จจริง แจ้งให้ “รัฐบาล” และ”หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” ได้รับรู้เพื่อที่จะได้แก้ไขให้เป็นไปตามสภาที่เป็น”ปัจจุบัน” เพื่อ”คลี่คลาย” ความ”เดือดร้อน”ของ เกษตรกร ที่ ณ วันนี้ตามกฎหมายยังเป็น”ผู้บุกรุก” ที่ดินใน”ป่าต้นน้ำ” ที่ “เกษตรกร” ผู้เข้าไปทำกิน ไม่มี “เอกสารสิทธิ์ ทั้งที่”ครอบครองทำกิน”มาถึง 3 ชั่วอายุคน….เรื่องนี้แม้แต่ สส.เจ้าของพื้นที่ก็ไม่เคยนำเรื่อง “ที่ดินในตำบลบาโหย” อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ไป “อภิปราย”ในสภาผู้แทนฯ ทั้งแต่มีการ”เรียกร้อง” จาก”ประชาชน” ในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ในการขอให้”เพิกถอน” สภาพที่ดิน และออก”เอกสารสิทธิ์” ให้กับผู้ที่เข้าไป”ทำกิน”

ก็ถามกันมามากมายว่าหลังที่ “พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร” เกษียณอายุราชการ จากตำแหน่ง”เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้” ( ศอ.บต. )ในวันที่ 30 กันยายน ศกนี้ ผู้ที่จะมาทำหน้าที่ “เลขาธิการ ศอ.บต.” จะเป็นใคร ก็ตอบให้หาย”ข้องใจ”ว่า “เลขาธิการ ศอ.บต.” คนต่อไปคือ “พ.ต.ท.วรรณพงษ์ ชครักษ์” ที่มาจาก “กระทรวงยุติธรรม”……ก็ได้แต่หวังลึกๆ ว่า จะมีการ”ยกเลิก” คำสั่ง คสช. ของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ทำการ”ใช้คำสั่ง “คสช.” ทั้ง 3 ฉบับเพื่อการ”บอนไซ” ศอ.บต. ให้อยู่ภายใต้การ”สั่งการ”ของ”กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” จะได้รับการ”ยกเลิก” โดยเร็ว เพราะหาก “ศอ.บต.” ยังมีคำสั่งนี้”กดหัว”อยู่ ต่อให้ได้”เทวดา” ที่”เหาะเหินเดินอากาศได้” มาทำหน้าที่” เลขาธิการ ศอ.บต.” ก็ไม่สามารถที่จะทำให้ “ศอ.บต. “ เป็น” เครื่องมือ”  ที่มี”ประสิทธิภาพ” ในการแก้ปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้…. ก็ดูอย่าง “พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร” เลขาธิการ ศอ.บต.” ที่ทำงานหนักมาถึง 4 ปี ไม่มีทั้งวัน”หยุดพัก” ไม่มี”เสาร์-อาทิตย์” ทุก”ลมหายใจ” มีแต่งานและงาน แต่เพราะโครงสร้างของ “ศอ.บต.” ที่ถูก” คสช.” มัด”ตราสังข์” เอาไว้ จนหลาย”องคาพยพ” เป็น”อัมพาต” และ”งบประมาณ” ที่ถูก “ลดทอน” ศอ.บต. จึงกลายเป็น “องค์กรที่ทำหน้าที่ได้แค่ประสานงาน” หรือ”บูรณาการ” กับหน่วยงานที่เป็น”ส่วนราชการ” ในภูมิภาค และกับ”กระทรวง ทบวง กรม “ ที่อยู่ใน”ส่วนกลาง” “เนื้องาน” ที่ทำได้จึงไม่”เต็มเม็ดเต็มหน่วย” ทั้งที่ทำการ”ทุ่มเททั้งชีวิต”

และอีกกระทรวงหนึ่งที่แม้”เสนาบดี” จะเป็น”รัฐมนตรีป้ายแดง” อย่าง กระทรวงยุติธรรม ที่มี “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง “ หัวหน้าพรรคประชาชาติ เป็น”เสนาบดี” แต่ก็ทำการ”ขับเคลื่อน”งานด้าน”ยุติธรรม” ทั้งแต่ยังไม่เข้ารับตำแหน่งด้วยซ้ำ หลังเข้ารับตำแหน่งเต็มตัว “ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” ก็ลงพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทันที เพราะแก้ปัญหาเรื่องของ”ยาเสพติด” ที่กลายเป็นปัญหาความ”ไม่มั่นคง” ของ”ครัวเรือน” จนถึงความ”ไม่มั่นคง”ของ”ประเทศชาติ นี่คือความพร้อมของ”กระทรวง”ที่มีการ”ขับเคลื่อน”ทันทีหลังที่”เจ้ากระทรวง” เข้ารับตำแหน่ง….ฟัง “ครูใหญ่”ที่เป็น”เสนาบดี” กระทรวงศึกษาธิการ “ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ “ให้ โอวาสบรรดา”แม่พิมพ์ของชาติ” ที่ต้องการให้”คุณครู” ทุกท่านใช่ชีวิตอย่าง”พอเพียง” เช่นการเดินทางด้วยรถยนต์คันเดียวกันในการไปโรงเรียนในเส้นทางเดียวกัน ไม่ต้อง”ใส่ซอง” ให้มากในการไปงานสังคม  และ อื่นๆ อีกหลายเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่า”พูดได้สอนได้” แต่ เชื่อเถอะ ไม่มีครูคนไหน “ปฏิบัติ” ได้ สำหรับ”สังคมปัจจุบัน” วันนี้สิ่งที่”แม่พิมพ์ของชาติ” ต้องการได้เป็น”ของขวัญ” จาก” เสนาบดีกระทรวงเสมา”คือการ”พักหนี้เงินกู้” เพราะ “ครู” เป็นหน่วยงานที่”เป็นหนี้” มากที่สุด และ จำนวนมาก หลังเกษียณอายุราชการ “เงินบำนาญ” ที่ได้รับถูก”หักหนี้”เหลืออยู่ใน”กระเป๋า” ไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน ถ้า”ครู” ต้องใช้ชีวิตโดย”พะวักพะวง” อยู่กับ”หนี้สิน” แล้วจะมี”สมาธิสติปัญญา” ในการให้ความรู้ บรรดา”นักเรียน”อย่างไร   ปัญหา”ของครู”ต้องแก้ให้ตรงจุด ไม่งั้นก็สูญเปล่า

”วิกาลยาวนานฝันยู๋งเหยิง”เปรียบกับการ”เลื่อน”การประชุมของ”นายกรัฐมนตรี”เศรษฐา ทวีสิน” เพื่อ”เคาะ”ว่าใครจะได้เป็น” ผบ.ตร. ที่ยิ่งยืดออกไปนานเท่าไหร่ ยิ่งเปิดโอกาสให้”นักวิ่ง” มีเวลาในการ”วิ่งเต้น”มากขึ้น ถนน”หลายสาย” มุ่งไปยัง”นักการเมือง” เพื่อการ”ขอตั๋ว” ในตำแหน่งที่ต้องการ   ที่ บชภ.9  ซึ่งมีพื้นที่ 7 จังหวัด ตั้งแต่ จ.ตรัง ลงมาจนถึง จ.นราธิวาส ที่เป็นเมืองชายแดน ทั้ง”ทางบกและทางทะเล” ก่อนหน้านั้น  พล.ต.ต.ปิยวัฒน์ เฉลิมศรี รอง ผบช.ภ. 9 มีความ”ชัวร์” ว่าจะได้ตำแหน่ง ผบช.ภ.9 มีการจัดทำบัญชีโยกย้ายกันแล้ว แต่วันนี้ ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะมี พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี รอง ผบช.ภ.9 กำลัง”วิ่งแรงแซงโค้ง” ก็ต้อง”จับตาดู”ว่าสุดท้ายแล้วใครจะ”เข้าวิน” …..แต่ที่แน่ๆ  ไม่ว่าจะใครจะได้”ตั๋วช้าง” หรือ”ตั๋วม้า” จาก”ในการ”วิ่งเต้น”ในครั้งนี้ ข้อมูลบางส่วน มีการถูก”ยัดใส่มือ” ให้กับ “สส.พรรคก้าวไกล” ที่ “ฝีปากกล้า อย่าง”รังสิมันต์ โรม และ”วิโรจน์ และ”วิโรจน์ ลักษณ์คณา”  ไปแล้ว ซึ่งคนทั้งประเทศ คงจะได้ฟังจากการ”อภิปราย”ในไม่ช้านี้ ก็ต้องยอมรับว่า”วันนี้ไม่เหมือนวันวาน” เรื่องทุกอย่างไม่เป็น”ความลับ” ถ้าใครทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง หนีไม่พ้นการ”พิพากษาจากสังคม

การที่”กรมการปกครอง” ร่วมมือกับ”ศุลกากร” และ”สรรพสามิต” ทำการ”ปราบปราม” ผู้ที่ค้าบุหรี่หนีภาษีและบุหรี่ปลอม ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อย่าง”ต่อเนื่อง” ก็ได้ผลอยู่นะ เพราะ ร้านค้าใหญ่ๆ ทำการ”ปิดหน้าร้าน” ไม่ทำการค้าแบบ”ประเจิดประเจ้อ” แต่มีผู้”ร้องเรียน” มาว่าที่”ร้านกลางซอย” ย่าน”หาดใหญ่ใน” มีอยู่ร้านหนึ่ง ที่เปิดขายบุหรี่หนีภาษี บุหรี่ไฟฟ้า อย่าง”เย้ยกฎหมาย” มี ผู้ต้องการซื้อสินค้าเดินเข้า-ออก”พลุกพล่าน” ทั้งวัน เจ้าของร้านเป็น “อดีตตำรวจชื่อ “จ่า ท.” มี ลูกชายเป็น”ตำรวจชั้นประทวน” แต่ใหญ่กว่า”สัญญาบัตร” และที่ สำคัญ ใกล้กับ “ร้านค้า” เป็น สำนักงานของ “ หน่วยงานหนึ่ง ที่เกี่ยวข้อกับการ”ปราบปรามของผิดกฎหมาย”

คดีการ”บุกรุกโบราณสถานเขาแดง” ที่ อ.สิงหนคร จ.สงขลา โดยฝีมือของ”นักการเมืองท้องถิ่น” ใน “เทศบาลสิงหนคร” จบ”ยกแรก” ตาม”ขบวนการของ”กฎหมาย” โดยการที่ “พนักงานอัยการ” ทำการ ส่งฟ้อง และศาล”ประทับรับฟ้อง” ผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 5 คน มี”พ่อ แม่ ลูก” ที่ “ตะกูลการเมืองท้องถิ่น”ที่เป็น”ต้นตอ”ของการ”บุกรุก” รวมอยู่ด้วย งานนี้คนที่ได้รับความ”ชื่นชม” จาก คนในพื้นที่สงขลามากที่สุดคือ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.( สส.) ที่เป็นผู้ควบคุมคดี….และในวัน”แถลงผลความคืบหน้าของคดี” เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้มีการ”สั่งยึดทรัพย์” ที่เป็น”ที่ดินของกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น” ที่ทำความผิด 5 แปลง ราคา 20 ล้าน ….ขั้นตอนต่อไปคือ “กรมศิลปากร” ต้อง เร่งดำเนินการ ในการจัดหา”งบประมาณ” เพื่อการ”บูรณะ” พระเจดีย์” ที่ถูก “ขุดดินบริเวณฐาน” ออกไปขาย เพื่อให้มีความ”มั่นคง” ก่อนที่จะมีการ”ทรุดตัว” หรือ”พังครืน” ลงมา เรื่องนี่เป็นเรื่องที่จะรอเงินจากการ”ยึดทรัพย์” เพื่อใช้”บูรณะ” ไม่ได้ เพราะ ขบวนการยึดทรัพย์ยังไม่ถึงที่สุด และยังมีขบวนการ”ขายทอดตลาด”ที่กว่าจะจบสิ้นขบวนความอีกยาวนาน…..ถือเป็นยุคที่ ปปช.มีผลงาน เป็นที่น่าพอใจ เพราะสามารถ”เอาผิด” กับผู้”ทุจริต” ที่เป็น”ภาครัฐ” เจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ “นักการเมืองท้องถิ่น” และ” “เจ้าหน้าที่รัฐ” เดิน”พาเหรด” เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ใน”เรือนจำ” เป็นจำนวนมาก ล่าสุด ธนกฤต เลิศวิริยวรางกูร ผอ. ปปช. สตูล เปิดเผยว่า ใน จ.สตูล มี 3 โครงการ ที่”ส่อ” การ”ทุจริต” เช่น โครงการโรงฆ่าสัตว์2 แห่ง งบประมาณ 28 ล้าน ที่เป็นการสร้างแล้ว”ทิ้งร้าง” ไม่สามารถใช้งานได้ และ โครงการ”สร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว” วงเงินงบประมาณ 29 ล้าน แต่สร้างไม่เสร็จ ที่น่าสังเกตคือทั้ง 3 โครงการ เป็นการของ องค์กรบริหารส่วนจังหวัด” ที่มีการ ตั้งขอสังเกตว่า” ต้องการตั้งงบประมาณเพื่อก่อสร้าง แต่ไม่ได้หวังการใช้ประโยชน์”

อีกเรื่องที่เกี่ยวพันกับเรื่องของ”ความมั่นคง” ใน”จังหวัดชายแดนภาคใต้” นั้นคือตำแหน่ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ “ หรือ”สมช.” ที่ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการ สมช. จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน นี้ และมีข่าวที่”หนาหู”ว่า “เลขาธิการ สมช.คนใหม่ ไม่ใช่”ลูกหม้อ” ของ “สมช.” แต่เป็น” พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์” รอง ผบ.ตร. อาวุโส อันดับ 1 ที่เป็น”แคนดิเดต” ผบ.ตร. ถามว่า ระหว่าง ตำแหน่ง ผบ.ตร. ที่ “ยิ่งใหญ่” และ”มี”อำนาจ” ทั่วประเทศ และมี”อะไรต่อมิอะไร” มากมาย กับตำแหน่ง “เลขาธิการ สมช.” ที่มีเพียง “งบประมาณ” จะเลือกตำแหน่งไหน…..ถ้าการ”โอนย้าย” พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ เพียงเพื่อ”หลีกทาง” ให้” พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล” ขึ้นเป็น “ผบ.ตร. เท่ากับว่า “นายกรัฐมนตรี” เศรษฐา ทวีสิน” ไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องของ”ความมั่นคง” มาแต่ต้น ใช่หรือไม่ เพราะตำแหน่ง “เลขาธิการ สมช. “ เป็นตำแหน่งสำคัญ สำหรับความมั่นคงของชาติ   โดยเฉพาะ”ความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้”ที่ “สมช.” ต้องเป็น”เสาหลัก”ของการดับ”ไฟใต้”…..ซึ่งตรงกับที่ คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งข้อสังเกตเรื่องการแต่งตั้งให้”สมศักดิ์ เทพสุทิน” รอง นายกรัฐมนตรี เป็นผู้”กำกับดูแลศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้” หรือ “ศอ.บต.” ที่มีข้อสังเกตว่าเป็นการตั้งคนที่ตรงกับงานหรือไม่ ดังนั้น จึงมีความเห็นจากคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี “สอบตก” ในเรื่องปัญหา”ความมั่นคง” เพราะเป็นการ”แต่งตั้ง” ผู้รับผิดชอบงานความมั่นคง”ที่”ไม่ตรงปก”

วันนี้การท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต คึกคักมาก นักท่องเที่ยวต่างชาติ”ที่มากเป็นพิเศษคือ”รัสเซีย”กับ”จีน” คนแยะ ปัญหาตามมาก็ แยะขึ้น ในขณะที่”สื่อนอก” ตีข่าวเรื่อง”ต่างชาติ” เข้ามา”กว้านซื้อ” อสังหาริมทรัพย์” ใน จ.ภูเก็ต” รวมทั้งมี”แรงงานต่างชาติ” เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย เป็นจำนวนมาก ที่คาดหวังคือการ”ฟื้นตัว”ของการท่องเที่ยว จะเป็นการให้” นักลงทุน แรงงานไทย และ คนไทย” สามารถ”ลืมตาอ้าปาก” เงินในกระเป๋า”เพิ่มขึ้น  ทำให้”กินอิ่มนอนอุ่น” แต่ถ้าการ”ฟื้นตัวของการท่องเที่ยว” ทำให้”เงินทอง”ไหลเข้า”กระเป๋าชาวต่างชาติ” ก็ไม่ต่างกับ”ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ที่เคยเกิดขึ้นกับ”ภูเก็ต” ในอดีต ประเด็นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่”กระทรวงแรงงาน” ที่มี “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” เสนาบดี กระทรวงแรงงาน ต้องเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง และที่สำคัญ “เสนาบดี”กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา” สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล. “ เสนาบดีป้ายแดง” ต้องให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้น…..ก็ต้องยอมรับว่า กลุ่มรถบรรทุกหัวลาก” ที่วิ่งระหว่าง ประเทศไทย กับ ประเทศ มาเลเซีย-สิงคโปร์ “ เป็น กลุ่มที่มี”อิทธิพล” เพราะมี”อภิสิทธิ์” ในการนำ”รถเปล่า” ที่ไม่มี”สินค้า” ข้ามพรมแดน เข้าไป เติมน้ำมัน ในปั๊มที่อยู่ใน”แนวชายแดน” ไทย-มาเลเซีย” ได้ และนำน้ำมันเหล่านั้น มา”จำหน่าย” ให้กับ “ผู้ค้าน้ำมันเถื่อน” ใน พื้นที่ของ อ.สะเดา และ หาดใหญ่” จ.สงขลา  ข่าวว่านอกจากได้”ไฟเขียว” ให้เข้าไป”ขนน้ำมันมาขาย” ก็คงต้องถามไปยังนายด่าน ศุลกากรสะเดา ว่า เรื่องอย่างนี้มีอยู่จริงหรือไม่

และการ”ค้าน้ำมันโดยนำเข้าจากประเทศมาเลเซีย” โดยการ”ทรานส์ซิสเส้นทาง” เพื่อไปขายยัง”ประเทศที่ 3 “ ที่มีการ”นำเข้า”เป็น”จำนวนมาก”ในแต่ละเดือน  โดยส่วนใหญ่ของ”ส่งออก”ทาง จ.บึงกาฬ” ชายแดน สปป.ลาว”   รถบรรทุกน้ำมันเหล่านั้น ไปถึง”ปลายทาง”หรือไม่ เพราะเคยมี คดีความ ของการ นำน้ำมันที่ไม่ได้เสียภาษีเหล่านั้น ขายในประเทศไทย เพื่อที่จะได้กำไรมหาศาลแทน และที่เป็นข้อสงสัย ทำไม่ต้อง”ส่งออก”ไปยัง “สปป.ลาว” ด้านชายแดน จ.บึงกาฬ ที่ไม่มี”สะพานข้ามระหว่างประเทศ” แต่ใช้วิธีการ”ลงแพขนานยนต์” ทำไม่จึงไม่”ส่งออก” ทาง ชายแดน จ.หนองคาย ที่มีสะพานข้ามประเทศที่ สะดวก สบาย ก็ฝากให้ “อธิบดีกรมศุลกากร” ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย เพราะนี่เป็นความเสียหายของประเทศชาติ และเกี่ยวพันกับ”ขบวนการค้าน้ำมันระหว่างประเทศ”

ติดตามดู”การโยกย้ายที่”กรมการปกครอง” ที่วันนี้”กระทรวงคลองหลอด” ว่าใครโยกย้าย”ไปไหน ก็แสดงความยินดีกับ”อำพล พงษ์สุวรรณ” จาก”ผู้ตรวจฯ” มาเป็น ผวจ.ยะลา ได้สำเร็จ ส่วน”สุพจน์ เรืองรอด ณ หนองคาย “ ผวจ.ยะลา ก็เป็น ผวจ.พังงา ทั้งที่ตั้งใจจะไปอยู่ จ.ภูเก็ต แต่ “น้ำมันหมด” ระหว่างทาง ส่วน “สนั่น พงษ์อักษร “ ผวจ.นราธิวาส ครั้งแรกหวังจะไปเป็น ผวจ. เมืองใหญ่ อย่าง”ขอนแก่น” แต่ โผที่ออกมาเป็น”กาฬสินธิ์ ถิ่นน้ำดำ ที่เคยเป็น รอง ผวจ.มาก่อน….และ”เจษฎา จิตรัตน์ “ ผวจ.สงขลา ที่เหลืออายุราชการเพียง 1 ปี ได้ย้ายไป จ.สุราษฎร์ธานี ตามที่ต้องการ เพื่อกลับไป”เกษียณที่บ้าน” และ “ศักระ กลิลกาญจน์” จาก ผวจ.ระนอง มาเป็น ผวจ.สตูล สุดท้าย “สมนึก พรหมเขียว” จาก ผวจ.สมุทรสงคราม เป็นเป็น ผวจ.สงขลา นี่ก็เป็นการ”ย้ายกลับบ้าน” เพื่อรอเกษียณในอีก 2 ปี ก็ยินดีกับทุกท่าน….  และ ข่าวว่า เก้าอีกของ “ชวกิจจ์ สุวรรณคีรี นายอำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา ก็กำลัง”ง่อนแง่น” เพราะมี”มือดี” จาก จ.พัทลุง หมายปองที่จะมานั่ง  ที่สำคัญคือมี”นักปกครองสมองเพชรและมีเส้นสาย” แต่เป็น”รองผู้ว่าราชการจังหวัด”ไม่ถึง 3 ปีตาม กฎเกณฑ์ วิ่งขอขึ้นเป็น “ผวจ. กับเขาด้วย  แต่ ใครจะ”กินแห้ว” ใครจะ”สมในนึกบางลำพู” ก็อยู่ที่ นโยบายของ มท 1 “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล เพียงคนเดียว

และเมื่อพูดถึง”กระทรวงมหาดไทย” ก็ต้องมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “ผู้มีอิทธิพล” แบบเดียวกับ”กำนันนก” ที่เป็นข่าว”โด่งดัง” ในเรื่องของ”บารมีอิทธิพล” ที่ จ.นครปฐม ที่ทำให้ สถาบันของ”กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน” สั่นคลอนอยู่ในขณะนี้ และ”อนุทิน ชาญวีรกุล” เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้”ชาดา ไทยเศรษฐ์ “ รมช.มหาดไทย เป็นผู้รับผิดชอบในการ”ปราบอิทธิพล” ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ”กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน” ส่วนใหญ่ของประเทศไทยคือเป็นผู้มี”อิทธิพล”ในวงการ”รับเหมาก่อสร้าง” ที่ใช้”อิทธิพล”ในการ”ฮั้วงาน” ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะที่”ภาคกลาง” แต่ในภาคใต้นี้แหละที่”กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน.นายก อบต.” ใช้ “อิทธิพล”ในการ”ฮั้วงานรับเหมาก่อสร้าง” มากที่สุด เอาที่ จ.พัทลุง เป็นแห่งแรกที่”โครงการใหญ่ๆ” ทั้งหมด ตกอยู่ในมือของ”กำนัน”คนหนึ่งเพียงคนเดียว ก็ฝากให้”รมช.ชาดา ไทยเศรษฐ์” เข้ามา ดูข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่….และที่สำคัญเรื่องเข้ามา”จัดการ”กับ”ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น” ที่มี”อิทธิพล” อย่างเดียว เป็นการ”เกาไม่ถูกที่คัน” เพราะเรื่อง”ฮั้วงาน” เริ่มต้นของการ”ทุจริต” ตั้งแต่การ”ซื้อรายชื่อ” ผู้ประมูลเพื่อ”รู้เขารู้เรา” และรู้แม้แต่ว่า บริษัทไหน”เคาะที่ราคาเท่าไหร่” เพื่อให้ผู้มี”อิทธิพล”ได้ใช้”อิทธิพล” ในการ”บีบบังคับ”เพื่อที่ตนเองจะได้งาน….อีกเรื่องที่”ปิดไม่มิด” คือ”เงินทอน” ที่ผู้ได้งานต้องจ่ายยุบจ่ายยับ ซึ่งผู้รับเหมาก่อสร้างที่”ไม่มีเส้นสาย” ไร้ซึ่ง”อิทธิพล” เจอเข้างานเดียว”เข็ดหลาบ” ดังนั้นงาน”รับเหมาโครงการใหญ่ๆ” จึงอยู่ในเมืองของ”ผู้มีอิทธิพล” ที่เป็น” กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. เกือบทั้งหมด ถ้าจะแก้ก็ต้องแก้ที่”ต้นน้ำ” ไม่ใช่มาไล่จับผู้มี”อิทธิพล” ในท้องถิ่น เพียงอย่างเดียว เชื่อเถอะเรื่องนี้ จบเรื่อง”ฆ่าตำรวจ”ที่ จ.นครปฐม เมื่อไหร่ เรื่องนี้ก็จบ และเป็นไปอย่างเดิม

ข่าวร้าย ในวงการ”ผู้รับเหมาก่อสร้าง” เมื่อ”งบประมาณปีนี้ กว่าจะได้ใช้อีก 6 เดือนข้างหน้า ผู้รับเหมารายใหญ่ใน จ.สงขลา หลายราย ประกาศ”ขายเครื่องจักรกล” และ”ปลดคนงาน”  มีงานเมื่อไหร่ ค่อยเช่า”เครื่องจักรกล” และค่อยหาคนงานใหม่ นี้คือ”ข่าวร้าย”ของ”แรงงาน” ในพื้นที่….แล้วพบกันใหม่วันศุกร์หน้า สวัสดีครับ

ไชยยงค์ มณีพิลึก