วันพุธ, 13 พฤษภาคม 2569

สังคมภูมิภาคใต้ตอนล่าง…จับตารัฐบาลใหม่กับภาระกิจดับไฟใต้!

ผลกระทบจากการ”สู้รบ” ระหว่าง”อิสราเอล” กับ “ฮามาส”ที่ส่อเค้าว่าจะ”ลากยาว” ยิ่งทำให้”ชะตากรรม” ของ”แรงงานไทย” ที่ตกอยู่ในฐานะของ”ตัวประกัน” ยังคง”มืดมน” แบบไม่ทราบ”ชะตากรรม” ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการ”ต่อรอง” ในเรื่องการแลกเปลี่ยน”เชลย” ระหว่าง”อิสราเอล”กับ”ฮามาส” ที่ หลายอย่างอยู่นอกเหนือการ”ควบคุม” ของ”รัฐบาลไทย” ที่แม้ว่า”เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี จะพยายามทุกวิถีทาง ในการ”เจรจา” ทั้ง”ทางลับ”และ”ทางแจ้ง” แต่ยังไม่มี”ข่าวดี”…..ในขณะที่ด้านหนึ่ง”วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ในฐานะ”ประมุขฝ่ายนินิบัญญัติ” ก็ใช้ความเป็น”มุสลิม” เดิมเกม ช่วยเหลือ”ตัวประกันไทย” ผ่านทางประเทศต่างๆ และตัว”บุคคล” ที่มีความ”คุ้นเคย” เพื่อให้เป็น”คนกลาง” ในการ”เจรจา”กับ ผู้นำของ”กลุ่มฮามาส” อีกทางหนึ่ง ก็คิดไปทางที่ดีว่า การที่ทุกฝ่ายช่วยกัน”คนละไม้ละมือ” จะสามารถทำให้”ตัวประกัน” ที่เป็น”แรงงานไทย” ทุกคนจะ”อยู่รอดปลอดภัย” และได้รับการปล่อยตัวในไม่ช้านี้

ส่วนอีกปัญหาหนึ่งของ”ประเทศไทย” และ”แรงงานไทย” คือ อาจจะต้อง”สูญเสีย” การไป”ขายแรงงาน” ในประเทศอิสราเอล ซึ่งเป็นประเทศที่”แรงงานไทย” นิยมไป”ขายแรงงาน” เพราะเป็นงานที่”ไม่หนัก” และที่สำคัญ”ค่าแรงแพง” ที่ทำให้”แรงงานไทย” ที่ไป”ขายแรงงาน” สามารถ”ตั้งตัว”ได้ ถ้าสงคราม”ยืดเยื้อ” และ”ลุกลาม” โอกาสทองของแรงงานไทย ใน”อิสราเอล” ก็จะ”หดหาย”ไปด้วย…..ดังนั้นที่ “แรงงาน” อีกหลายหมื่นคนไม่ฟังคำ”เรียกร้อง” จาก”รัฐบาล” ให้รีบเดินทางกลับประเทศไทย ไม่ใช่เพราะ”ไม่กลัวตาย” หรือไม่กลัว”ภัยสงครารม” แต่เพราะยังต้องการ”หนีความยากจน” และมี”หนี้สิน” ที่”หยิบยืม” เป็น”ค่าเดินทาง” และค่า”นายหน้า” ในการไป”ขายแรงงาน” ที่ “อิสราเอล” หากเดินทางกลับประเทศไทย แล้ว”หนี้สิน” เหล่านี้ใครจะรับผิดชอบ ดังนั้น”แรงงาน”จำนวนมาก จึงยอม”เสี่ยง” ที่จะ”อยู่ต่อ” โดยไม่ทำตามคำ”ขอร้อง”ของ”รัฐบาล”

ผ่านไปเป็นเดือนที่ 2 แล้ว กับการ”ขับเคลื่อน”ในการนำประเทศไทย ไปข้างหน้าของ”เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีที่มี”ฉายา รัฐบาลนิดหนึ่ง” ผลงานในด้านบวกที่เห็นก็คือเรื่อง”ลดค่าไฟฟ้า,ลดราคาน้ำมัน” สินค้าหลายชนิดลดราคาลง ค่าโดยสารรถไฟฟ้าบางสายลดลง แต่ทั้งหมดเป็นการ”สั่งลด” โดยการ”ลดภาษี”ที่เป็นรายได้ของรัฐ ที่ ยังเป็นการ”แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน และให้เป็นตามที่มีการ”หาเสียง”เท่านั้น “เสนาบดี”แต่ละ”กระทรวง” ยังไม่ได้แสดง”ฝีไม้ลายมือ” ให้เห็นถึงการแก้ปัญหาใหญ่ในเชิงโครงสร้าง” เช่น” กระทรวงพลังงาน” ที่”เสนาบดี” อย่าง”พีรพันธ์ สาลีรัฐวิภาค” ก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการให้”โรงกลั่น” หรือ”บริษัทผู้กำ”อนาคตของเชื้อเพลิง” มาเปิดเผย”ตัวเลข” ที่แท้จริง และทำให้”ราคาน้ำมัน” ถูกลง เช่นเดียวกับปัญหา”ค่าไฟฟ้าแพง” เกิดจากอะไร ทำไม่จึงไม่แก้ให้ตรงจุด 2 เดือนในการ”ขับเคลื่อน”ประเทศของ”รัฐบาลนิดหนึ่ง” กลุ่มทุนของ”ประเทศไทย” ไม่ได้ถูก”กระทบกระเทือน”แม้แต่”กระผีกริ้น”…..ที่สำคัญ นโยบาย การ”ปราบปรามยาเสพติด” ที่ แม้ว่าจะเป็น”นโยบายสำคัญ” ของ”รัฐบาล” แต่ในทาง”ปฏิบัติ” ก็ยังเห็นการ”เปลี่ยนแปลง” รูปแบบของการ”ปราบปรามยาเสพติด” ก็ทำแบบเดิมๆ มีการจับ”รายใหญ่” และ”แถลงข่าว” แต่ในทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ยังเป็นพื้นที่”ซื้อ-ขาย” ยาเสพติด เป็น”ปกติ” ที่”พ่อค้า,เด็กเดินยา” ยัง”ปกติสุข” ที่สำคัญ จับมากเท่าไหร่ แต่”ยาในพื้นที่”ยังไม่เคย”ขาดตลาด” และราคา”ยาบ้า,ยาไอซ์ แทนที่จะ “แพงขึ้น” กลับมีราคาที่”ลดลง” ประเด็นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกัน”วิเคราะห์” เพราะถ้าผลการจับ”รายใหญ่” ได้ผล ต้องทำให้จำนวน”ยาเสพติด” ลดลง และต้องมีราคาที่”แพงขึ้น” จริงมั้ย ท่าน เลขาธิการ ปปส.

น่าอายนะกับการที่” สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ทุก”สรรพกำลัง” ที่เรียกว่าระดม”มือดี” ทั้งจาก” กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 กองบัญชาการตำรวจภาค 9, กองปราบ ทั้งใน “ส่วนกลาง” และ กอง 6 ในภาคใต้ แต่ก็ยัง”เอาไม่อยู่”เพราะผ่านไปแล้วร่วม 10 วัน ทั้งหมดยัง”งมโข่ง”หาตัวของ”เสี่ยแป้ง” หรือ”เชาวลิตร ทองด้วง” นักโทษหนีคุก” จาก จ.นครศรีธรรมราชไม่เจอ ทั้งที่”สายข่าว” ยืนยันว่ายังหลบในพื้นที่ จ.พัทลุง แถมยังต้อง”เรียกใช้บริการ”ของ” พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์” ( รองใหม่ ) อดีต รอง ผบตร. มาเพื่อ”แกะรอย” ติดตามหาตัว”เสี่ยแป้ง” อีกด้วย….จากการติดตามการ”ปฏิบัติหน้าที่”ของ”ตำรวจ”ชุดต่างๆ ในพื้นที่ พบว่า ความ”ล่าช้า” ในการ”แกะรอย” การ”หลบหนี” ของ”เสี่ยแป้ง” ครั้งนี้ มาจากการ”นอนเตียงเดียวกัน แต่ฝันคนละเรื่อง” ของ ตำรวจจาก”ภาค 8 และ ภาค 9” ที่ต่างคนต่างทำ และต่างสาย ไม่มีการ”บูรณาการ” ในงาน”การข่าว” ประกอบกับคดีนี้เกิดในช่วงการ”โยกย้าย สับเปลี่ยน ตำแหน่ง” ตั้งแต่ ผบช.จนถึง ผบก. และอยู่ระหว่างการทำบัญชี โยกย้าย รอง ผบก. และ ผกก.แต่ละพื้นที่ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับการตามล่า”เสี่ยแป้ง” จึงเป็นไปแบบ”หน่อมแน้ม”แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้าเป็นการ”ต้มยำทำแกง”ก็บอกได้ว่า”ไม่ถึงเกลือไม่ถึงเคย” นั่นคือความ”ล้มเหลว” ที่เกิดขึ้น ซึ่ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ต้อง”ติวเข้ม”

ที่สำคัญ”เสี่ยแป้ง” แม้จะมี”ลูกน้อง” ใน จ.พัทลุงทุกอำเภอ และมี”ผู้มีอิทธิพล” มี”ซุ้มมือปืน”และ”นักการเมือง” (บางคน ) ให้การ”ช่วยเหลือ” แต่”เสี่ยแป้ง” ก็ไม่ใช่”เทวดา” ถ้า”ตำรวจ” ที่มี”ฝีมือ” เอาจริง มีหรือจะจับไม่ได้ …..เรื่องความ”ล้มเหลว” ในการ”ไล่ล่าเสี่ยแป้ง” มี ชาวบ้าน และ “ตำรวจ” ด้วยกัน เชื่อว่า ถ้า”บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ยังอยู่ในตำแหน่ง รอง ผบตร.( สส ) เชื่อว่าไม่เกิน 5 วัน “เสี่ยแป้ง” ต้อง”จบเกม” แน่นอน เพราะ พัทลุง ฝั่งที่”เสี่ยแป้ง” ซ่อนตัวอยู่ มีเพียงกี่อำเภอ ที่เป็นฝั่ง”ภูเขา” เช่น พื้นที่ อ.ป่าาบอน,กงหรา,ศรีนครินทร์ เขตติดต่อกับ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา และ อ.นาโยง จ.ตรัง นั่นแหละ

สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นับตั้งแต่นี้จนถึงสิ้นปี 2566 ยังไม่มีอะไรที่”ไว้วางใจ” เพราะ” กองกำลังติดอาวุธ” ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น” ยังมีการ”เคลื่อนไหว” เพื่อการก่อเหตุ มีการ”ลำเลียงอุปกรณ์” เพื่อผลิต”ระเบิดแสวงเครื่อง เพื่อใช้การ”ก่อการร้าย” และหน่วยงาน”การข่าว” ในพื้นที่ ยังเตือนให้ระวัง”คาร์บอบม์” ก็เป็นหน้าที่ของ”ตำรวจ.ทหาร.ปกครอง” ที่จะต้องมี”มาตรการ” ในการป้องกันเหตุ ที่น่าสังเกตุว่าการ”ก่อเหตุ” หลายครั้ง รุกเข้าใกล้”ตัวเมือง” ที่เป็นเขต”เศรษฐกิจ” เช่นการ วางระเบิดแสวงเครื่องหน้า”ร้านทอง”ที่ตลาด”ตากใบ. จ.นราธิวาส การยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ใกล้กับเขตเทศบาลนครยะลา เป็นต้น สำหรับในเขตเมือง ที่เป็นเขต”เศรษฐกิจ” พล.ต.ท.ปิยวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ 9 ( ป้ายแดง ) ต้อง มีมาตรการให้ “ตำรวจ” มีขีดความสามารถในการ”ป้องกันเหตุ” เพื่อลดความสูญเสียให้ได้

ก็ดีขึ้นนะ สำหรับการ”ปิดล้อม,ตรวจค้น”ของ เจ้าหน้าที่”ทหาร” ในหลายพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะสามารถ”จับกุม” ผู้ที่อยู่ใน”ข่ายแนวร่วม” เพื่อนำตัวมา”สอบสวน” โดยที่ไม่มีการ”สูญเสียเลือดเนื้อ” และหาก “สอบสวนขยายผล” ดีๆ ก็จะได้ทราบถึง”เครือข่าย” ของ”ขบวนการ” เพื่อที่จะได้”รู้เขารู้เรา” ได้มากขึ้น เรื่องนี้ “พล.ท.ศานติ ศกุลตนาค” แม่ทัพภาคที่ 4 /ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ทำได้ดี และที่สำคัญ ผู้ที่ถูก”จับกุม” ไม่มีการร้องเรียนเรื่อง”ซ้อมทรมาน” เป็นการ”ลดเงื่อนไข”ในพื้นที่ ซึ่งเป็นประโยชน์กับการ”ดับไฟใต้”

เรื่องของ”สภาความมั่นคงแห่งชาติ” หรือ “สมช.” ซึ่ง “พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม” เลขาธิการ สมช. เกษียณอายุราชการไปตั้งแต่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา จนถึงบัดนี้ “รัฐบาลนิดหนึ่ง” ยังไม่มีการแต่งตั้ง “เลขาธิการ สมช.คนใหม่ ทั้งที่ “สภาความมั่นคงแห่งชาติ” มีความสำคัญกับการทำหน้าที่ “กำหนดยุทธศาสตร์” ของการ”ดับไฟใต้” เรื่องนี้กลายเป็น”ข้อสงสัย”ของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าต้องมี”เงื่อนงำ” หรือ “รัฐบาลนิดหนึ่ง” ยัง”เจรจา” กับฝ่าย”กองทัพ”ยังไม่จบ เพราะมีข่าวว่า “กองทัพ” ยังต้องการให้”ทหาร” มาทำหน้าที่ “เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ” เหมือนกับ 9 ปี ที่ผ่านมา……เห็น”บทบาท”ของ สส.ทั้ง 7 คนของพรรคประชาชน ที่เป็น”ตัวแทน”ของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกมา”ถล่มรัฐบาล” ในปัญหาด้าน”ความมั่นคง” รวมทั้ง”วิพากษ์” ถึง”ยุทธศาสตร์”ของ”สภาความมั่นคงแห่งชาติ” ที่เขียนไว้”ดูดี” แต่ไม่มีผลในทาง”ปฏิบัติ” รวมทั้ง เสนอแนะ ให้ “รัฐบาล” เร่งยกเลิกคำสั่ง คสช.ทั้ง 3 ฉบับ ที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “อดีต นายกรัฐมนตรี ใช้ในการ”บอนไซ” ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต.) โดยเร็ว ด้วยการให้ “ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้” ( ศอ.บต. ) เป็น”อิสระ” ไม่ต้องอยู่ภายใต้”กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และให้ ศอ.บต. มี “สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” เหมือนกับในอดีต เพื่อเป็น”กลไก”สำคัญของการ”พัฒนาการแก้ปัญหา” ที่เกิดจากการมี”ส่วนร่วม”ของ”ตัวแทนประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งมีข่าวจาก”วงใน” ว่าในเรื่องการ”ยกเลิศ” คำสั่ง คสช. ทั้ง 3 ฉบับ เพื่อคืน”อิสระ” ให้กับ “ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต.) และการให้ ศอ.บต.มี “สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” มีการ”ขัดขวาง” อย่างเต็มที่ ถึงขั้น”เป่ากระหม่อม” ให้”ผู้นำ” อยู่ใน”คาถา” กันทีเดียว…..ในฐานะที่เคยทำหน้าที่”สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” มา 2 สมัย ก็ไม่เห็นว่า “สภาที่ปรึกษาฯ” มีความ”น่ากลัว” หรือมี”อิทธิฤทธิ์” ตรงไหน ก็เป็นเพียง”สภาท้องถิ่น”ที่เป็น”ตัวแทน”ของประชาชนทุกสาขาอาชีพใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา และ”มีส่วนร่วม” ใน นโยบายการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ”ศอ.บต.” เท่านั้น จึงสงสัยว่าทำไม”ผู้มีอำนาจ” จึงต้อง”เกรงกลัว” สภาที่ปรึกษาฯขนาดนั้น

วันนี้มี”รัฐบาลใหม่”ผ่านไปแล้ว 2 เดือน แต่สำหรับ “จังหวัดชายแดนภาคใต้” หันไปทาง”ซ้าย ขวา หน้า หลัง” ยัง เต็มไปด้วยปัญหา เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ปัญหาเก่าที่”ขับเคลื่อน”ไม่สำเร็จ ที่ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รองนายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบการ”ขับเคลื่อน” ศอ.บต. ลงมา เพื่อ”ขยับ”ให้เดินต่อ เช่นเรื่อง ที่ทำการศุลกากรแห่งใหม่ที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ที่ใช้งบ”มหาศาล” ในการก่อสร้างที่เป็น”ที่ทำการตาบอด” ที่ไม่มี”ถนนเชื่อมต่อ” ทั้งกับถนน”สายเมน” ในประเทศตนเอง และ”เชื่อมต่อ” กับฝั่งประเทศมาเลเซียไม่ได้ เพราะไม่มีการ” บูรณาการ” ระหว่างหน่วยงานไทย-มาเลเซีย…. ปัญหา”ด่านพรมแดนบูเก๊ะตา” อ.แว้ง จ.นราธิวาส ที่สร้างมานานเป็นสิบปี แต่ใช้ประโยชน์ไม่ครบ”วงจร” ของการเป็น”ด่านชายแดน” เพราะ หน่วยงานต่างๆ อ้างไม่พร้อม อ้างขาด บุคคลกร โน่น นี่ นั้น การค้าชายแดนจึงไม่เป็นไปตามที่ต้องการ เรื่อง”สะพานข้ามแม่น้ำสุไหงโก-ลก” จ.นราธิวาส แห่งที่ 2 และอีกหลายเรื่อง ทั้งหมดคือ”เรื่องเก่า” ที่ อดีต เลขาธิการ ศอ.บต. ทุกคนที่ผ่านมา ต่าง”ออกแรง” ในการ”ผลักดัน” กันมาแล้ว แต่ไม่สำเร็จ…..แม้แต่เรื่อง”เขตเศรษฐกิจพิเศษ” จ.นราธิวาส เรื่อง”เมืองต้นแบบ” ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ผ่านไปแล้ว 8 ปี ก็ยังคง”ค้างเติ่ง” อยู่ในแผน แต่ไม่มีการ”ขยับขับเคลื่อน”

ที่สำคัญ”สนามบินเบตง” ที่มีการ”ทุ่มเทงบประมาณ” จำนวน 1,800 ล้านบาท ซึ่ง” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” อดีต นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการเปิดเที่ยวบิน”ปฐมฤกษ์” ที่บินได้ 3 เดือน ก็กลายเป็น”สนามร้าง” เรื่องทั้งหมดทั้งปวง ไม่ใช่”เรื่องใหม่” แต่เป็น”เรื่องเก่า” เป็น”ปัญหาเก่า” ที่”รัฐบาลนิดหนึ่ง” ต้องแก้ทั้งระบบ เพราะทั้งหมดคือปัญหา”ความมั่นคง” ที่ ผ่านไปแล้ว 2 เดือน ยังไม่มีการ”แตะต้อง” ปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้แบบ”ถูกที่ถูกเวลา” แต่อย่างใด และที่เห็น”ชัดเจน” “เศรษฐา ทวีสิน” ไม่มี”โปรแกรม” ในการ”ท่องแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้” แต่อย่างใด รวมทั้ง”สุทิน คลังแสง “ เสนาบดี” กระทรวงกลาโหม ก็ยังไม่เคย”เหยียบบาท” ลงพื้นที่ของ 3 จังหวัด ทั้งที่เป็นพื้นที่ มากด้วยปัญหา ที่ต้องลงมา”รับรู้” ถึงข้อเท็จจริง เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า “รัฐบาลนิดหนึ่ง” จะ แก้ปัญหาเรื่องของ”ความมั่นคง”ได้อย่างไร เพราะแม้แต่”รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง” รัฐบาลของ”เศรษฐา ทวีสิน” ก็ยังไม่มีการแต่งตั้งที่ชัดเจน ”โต๊ะพูดคุยสันติสุข” ระหว่างขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น กับ “รัฐบาล “ เพื่อ”แสวงหาทางออกจากปัญหาไฟใต้”ตามแนวทาง”สันติวิธี” ที่ชะงักงันมาก่อนที่จะมีการ”เลือกตั้ง” เรื่องนี้ก็มีความสำคัญกับการ”ยุติปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ทั้งหมดทั้งปวงคือความไม่ชัดเจนของ”เศรษฐา ทวีสิน” ต่อ นโยบายความมั่นคงที่เกิดขึ้น

เขียนถึงเรื่อง”สนามบินเบตง” ที่สร้างเพื่อ”ถ่ายรูปเซลฟี่” มากกว่าที่จะได้ประโยชน์จาก”การบิน” ก็นึกถึง”โครงการสร้างสนามบินจังหวัดพังงา” ที่” รัฐบาลนิดหนึ่ง” กำลังจะ”ผลักดัน” ให้” พังงา” มีสนามบิน เพื่อสร้างความ”เติบโต” ให้กับ”การท่องเที่ยว” แต่สิ่งที่”รัฐบาลนิดหนึ่ง” ต้องรู้คือ ที่ดินที่ถูก”ขีดเส้น” ว่าจะให้เป็น”สนามบิน ภูเก็ต –พังงา แห่งที่ 2 ใน ต.โคกกลอย และ ต.หล่อยูง อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา เป็นที่ดิน สาธารณประโยชน์ ที่เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ รวมทั้ง 2 ตำบล 20,000 กว่าไร่ และที่สำคัญ ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่า มีการนำเอา”ทุ่งเลี้ยงสัตว์” ไปออกเป็น”เอกสารสิทธิ์” ให้กับใครต่อใคร แล้วยัง เพื่อที่จะได้ค่า”เวนคืน” หรือการ”ซื้อ-ขาย” เพื่อ แสวงผลกำไรกับโครงการ”สนามบินภูเก็ต-พังงา แห่งที่ 2 “ เรื่องการเอา”ของหลวง” มาทำการ”เล่นแร่แปรธาตุ” เป็นเรื่องที่”กลุ่มทุน” ที่ใกล้ชิดกับ”การเมือง” ถนัดนักแหละ

เห็นการแบ่งงาน แบ่งหน้าที่ของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ที่ครั้งนี้มีการ มอบหน้าที่ ในการ “ป้องกันปราบปรามน้ำมันเถื่อน” โดยให้ “พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง”จเรตำรวจแห่งชาติ เป็น ผอ. ศป.นม.ตร และมี พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผช. ผบ.ตร. ทำหน้าที่ รอง ผอ.ศป นม.ตร. ก็แจ้งให้ทราบว่า วันนี้ในภาคใต้ยังทั้งทางบกทางทะเล ยังเป็นแหล่ง”นำเข้า” น้ำมันเถื่อน “ จากประเทศ สิงค์โปร-มาเลเซีย ที่ยังไม่มีการ ปราบปรามอย่างจริงจัง “ทะเลอ่าวไทย” ตั้งแต่ จ.สุราษฏร์ธานี,นครศรีธรรมราช,สงขลา ,ปัตตานี.นราธิวาส” ยังเป็นพื้นที่ นำเข้า”น้ำมันเถื่อน” ส่วนเส้นทาง”ทางบก” ที่ไม่ต้อง”ข้ามน้ำข้ามทะเล” คือการ นำเข้าทางรถยนต์ดัดแปลงติดแท็งค์น้ำมัน หลายร้อยคัน และรถบรรทุก”หัวลาก” อีกไม่ต่ำว่า 200 คัน ในพื้นที่ ของ จ.สงขลา หลายอำเภอเป็นที่ตั้ง”แท็งค์รับซื้อน้ำมันเถื่อน” มี รถบรรทุก 10 ล้อ จาก หลายพื้นที่มาจอดรอ”รับซื้อ” น้ำมันเถื่อนไปยัง”แหล่งจำหน่าย” อย่าง”เป็นล่ำเป็นสัน” ทั้งหมดเป็นการ”ทำผิดกฎหมาย” ก็หวังว่าภายใต้การนำของ” พล.ต.ท. ไกรบุญ ทรวดทรง “ จเรตำรวจแห่งชาติ จะสามารถ”กวาดล้าง” น้ำมันเถื่อน บนเส้นทางเหล่านี้ได้ผล…..โดยเฉพาะอย่างให้ ผอ.ศป นม.ตร. ชุดนี้ ติดตาม ตรวจสอบการ “นำเข้าน้ำมันจากประเทศมาเลเซีย” ที่ทำกันใน”รูปแบบถูกต้องตามกฎหมายของการทรานส์ซิส” หรือ”ขอผ่านประเทศไทยไปยังประเทศที่สาม ที่มีการการ”นำเข้า” เป็นจำนวนมากจน”ผิดปกติ” ผ่านทางด่านศุลกากร อ.สะเดา จ.สงขลา ข้อสงสัยคือ น้ำมันที่”ผ่านไปประเทศที่สาม” ได้มีการไปถึงประเทศที่เป็น ปลายทาง” อย่าง สปป.ลาว, กัมพูชา จริงหรือไม่ หรือมีการ”แอบจำหน่ายในประเทศ” กันแน่

ในส่วนของการ”ปรามปราบยาเสพติด” ครั้งนี้ ผบ.ตร. แต่งตั้งให้” พล.ต.ท.กรชัย คล้ายคลึง” ผช.ผบ.ตร. ทำหน้าที่ ผอ.ศูนย์อำนวยการป้องกันปราบปรามยาเสพติด”ภาคใต้ไม่ใช่แหล่งผลิต” แต่”ภาคใต้” โดยเฉพาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ”แหล่งที่มีการค้ายาเสพติดแหล่งใหญ่” เพื่อการ”ส่งออกไปประเทศที่สาม” ถ้า” พล.ต.ท.กรชัย คล้ายคลึง” สามารถ”ปราบปราม” กลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ จำนวนยาเสพติดที่ลำเลียงจาก”ภาคเหนือ,อิสาน “ก็จะหายไปจาก”ตลาดการค้ายาเสพติด” จำนวน”ยาเสพติด” ที่มีการ”นำเข้า”ประเทศก็จะน้อยลง ……แต่เห็น นโยบาย การแก้ปัญหา”ยาเสพติด” ของ”เสนาบดีกระทรวงสาธารณสุข” ที่ชื่อ”ชลน่าน ศรีแก้ว” ที่ให้ผู้”ครอบครองยาบ้า 10 เม็ดเป็นผู้เสพ” จับได้ต้องส่งไป”บำบัด” ก็หนักใจแทน “ตำรวจ” ที่เป็น”พนักงานสอบสวน” เพราะหลังการ”จับกุม” ถ้าจะตั้งข้อหาให้เป็น”ผู้ค้า” ต้องหา”พยานหลักฐาน” ในการ”ตั้งขอกล่าวว่า” ว่าผู้ถูกจับไม่ใช่ผู้เสพแต่เป็นผู้ค้า เรื่องนี้คือ”โจทย์ยาก” และสุดท้าย”ตำรวจ” ก็จะทำการ”ปัดสวะให้พ้นตัว” ด้วยการตั้งข้อหาให้ผู้ถูกจับกุมเป็น”ผู้เสพ” ท้ายสุด การแก้ปัญหาการ”ค้ายาเสพติดล้มเหลว” สถานบำบัดผู้ติดยาจะเต็มไปด้วย”พ่อค้ายา” ที่หลังจากถูก”ปล่อยตัว” ก็จะกลับเข้ามาทำหน้าที่”เดินยา” อีกครั้ง

ประเด็นสำคัญที่ต้องการเห็นคือ “มาตรการ” ในการทำให้ผู้ที่ถูกส่งไปยัง”สถานบำบัด” หลังจากพ้นโทษออกมาแล้ว ต้องมี”อาชีพมีงานทำ” เพราะถ้าออกจาก”สถานบำบัด”แล้วไม่มีงานทำ ก็จะกลับไปสู่”วงจร”เดิมๆ อีกครั้ง และที่สำคัญคือใน”สังคมไทย” ยากมากที่ เจ้าของ”ธุรกิจอุตสาหกรรม” จะรับคนที่มีประวัติในการ”ติดยา” เข้าทำงาน นี่ต่างหากที่เป็น”โจทย์ยักษ์” ของการแก้ปัญหาผู้ที่”ติดยาเสพติด”ของประเทศนี้…..เห็นถึงความ”ตั้งใจ”ของ” สมนึก พรหมเขียว” ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา คนใหม่ ในเรื่องการ”ปราบปรามยาเสพติด” และการ”วางกรอบ” ให้ “สถานบริการหรือสถานบันเทิงเริงรมย์” ให้ ปฏิบัติตาม”กรอบของกฎหมาย” ก็บอกตามตรงว่า เรื่อง”ยาเสพติด” ที่เป็นแหล่งใหญ่ในการ”เสพการขาย” ในพื้นที่ จ.สงขลา ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือในพื้นที่เขตเทศบาลสำนักขาม เขตเทศบาลปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา “โดยเฉพาะ “สถานบันเทิง” และ”โรงแรม” จำนวนมาก ใน เขตเทศบาลสำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา ล้วนแต่ไม่มี”ใบอนุญาต” ที่ถูกต้อง และการ”ระบาดของยาเสพติด” อยู่เกิดขึ้นในสถานบันเทิง เพราะ นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่ง เข้ามา”ท่องราตรี” ด้วยการ”เสพหญิงและเสพยา” ถ้าจะให้ดี”สมนึก พรหมเขียว” ต้องเอาพื้นที่”ด่านนอก” ในเทศบาลสำนักขามเป็น”โมเดล” ในการ แก้ปัญหาการระบาดของ”ยาเสพติด” และจับกุม”สถานบันเทิงเถื่อน” หรือทำให้ทุกแห่งมี”ใบอนุญาต” ที่ถูกต้อง ก็จะเป็นผลงาน”ชิ้นโบว์แดง”ในฐานะที่เป็น”ผู้ว่าราชการจังหวัด” ที่เป็น”คนสงขลา” โดยกำเนิด

ความเปลี่ยนแปลงในวงการ”สีกากี” ที่ จ.สงขลา เมื่อ พล.ต.ต.วรา เวชชาภินันท์ ผบก.ภ.จว.สงขลา ขยับขึ้นไปนั่งในตำแหน่ง รอง ผบช.ภ. 9 เพื่อขอขึ้นเป็น ผบช.ในอนาคต ส่วนผู้ที่มาทำหน้าที่ ผบก.ภ.จว.สงขลา คนใหม่คือ พล.ต.ต.เชาวลิตร เลี้ยงสุพงศ์ ที่ย้ายมาจาก ผบก.ภ.จว.ตรัง ข่าวว่าเป็นนายตำรวจ”มือดี”ที่น่าจะ”รับมือ”กับ”อาชญากรรม” หลายรูปแบบในจังหวัดสงขลาได้…..ไม่ได้ “เดือดเนื้อร้อนใจ”แต่ขอที่จะชี้แจงให้สังคมได้รับรู้ ว่าแล้ว” เดชอิศม์ ขาวทอง” ( นายกชาย ) รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สส.เขต 5 จ.สงขลา ก็แถลงยืนยันว่า ไม่มีความสนิทสนมเป็น”ส่วนตัว” กับ”เสี่ยแป้ง” หรือ” เชาวลิตร ทองด้วง” ผู้ต้องหาหนีเรือนจำ จ.นครศรีธรรมราช ภาพที่มีการ “เสนอทางสื่อ” เป็นภาพเก่า ที่”เสี่ยแป้ง” เข้ามา”ทักทาย” เมื่อปี 2562 ในครั้งที่เดินทางไปส่ง นายตำรวจคนหนึ่งไปรับตำแหน่ง ผกก.สภ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ในฐานะของ”นักการเมือง” ถือเป็นเรื่อง ปกติ ที่ต้อง”พูดคุยทักทาย”กับผู้คนที่ไม่จำเป็นที่”รู้จักมักจี่”เป็นการส่วนตัว……และอีกเรื่องที่มีผู้”ข้องใจ” ต้องการรู้คือ เมื่อไหร่”ประชาธิปัตย์” จะมีการประชุม”เลือกหัวหน้าพรรคเลขาธิการพรรค และกรรมหารบริหารพรรค” ให้เป็นการ”สะเด็ดน้ำ” เสียที เรื่องนี้ “เดชอิศม์ ขาวทอง” พูดเสียงดังฟังชัด ว่าได้มีการ”ยื่นคำขาด” ไปแล้วว่า ต้องมีการประชุมใหญ่เพื่อการ”เลือกตั้งผู้บริหารพรรคชุดใหม่ก่อนสิ้นปี 2566”ส่วนจะ เป็นจริงได้แค่ไหน ก็ต้องติดตามกันต่อไป เพราะถ้ามีการ”ลากยาว”ไปเรื่อยๆ ระหว่างกลุ่ม”ขั้วเก่า คนแก่” กับ”ขั้วใหม่ คนหนุ่มคนสาว”ครบ 1 ปี โดยไม่มีการ”ประชุมเพื่อเลือกตั้ง” โอกาสที่จะถูก” กกต. ยุบพรรค ก็จะมาถึง และนั้นคือ “บทอาวสาน” ที่แท้จริงของพรรคการเมือง”เก่าแก่”ที่มีประวัติความเป็นมาเกือบ 100 ปี ของประเทศนี้…..แล้วพบกันใหม่ในวันศุกร์หน้า สวัสดีครับ

ไชยยงค์ มณีพิลึก