ก็ได้ทำตาม นโยบาย การเป็น”เซลล์แมน” ของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี ในการไปประชุม ระดับโลก พบปะ ผู้นำ และ นักธุรกิจ ในประเทศ สหรัฐอเมริกา กลับมาพร้อม”ความหวัง” จากการไป”ขายโปรเจกส์” ใหญ่ๆ เพื่อ ดึง”กลุ่มทุน” ระดับโลก เข้ามาลงทุนในประเทศไทย” ซึ่ง” นายกนิดหนึ่ง” แถลงข่าวว่ามี “กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่” สนใจจะมาลงทุนในประเทศไทย หลายแสนล้าน….ก็”ฟังหูไว้หู” เพราะใน”ภูมิภาคนี้” ไทย ไม่ใช่ ประเทศที่ “น่าลงทุน” เพียงประเทศเดียว ไทย มีคู่แข่งหลายประเทศ ที่”การเมืองมั่นคง” และ”ค่าแรงถูกกว่า” ในขณะที่”บ้านเรา” การเมือง”ง่อนแง่น” ความ”ขัดแย้งสูง” ตลาดหุ้น”ดิ่งเหว” ต่อเนื่องมาแล้ว 3 เดือนแล้ว และยังมี”สารพัดปัญหา” ที่เพียงถูก”ก้าวข้าม” โดยยังไม่ได้แก้ไข ดังนั้นความ”คาดหวัง” และความฝัน” ต่างกับ”ความจริง”ที่เกิดขึ้น แน่นอน…..แค่เรื่อง” ดิจิตอลวอลเล็ต” เพียงเรื่องเดียว ก็สร้างความ”ปั่นป่วน-ขัดแย้ง” ทั้งทาง”การเมือง” และ”สังคม” อย่างเหลือเชื่อ เป็นยุคที่”ประชาชนตาสว่าง” ไม่รับเงิน” ที่อาจจะสร้าง”หนี้สิน” ให้กับประเทศชาติและ”ลูกหลาน” ในอนาคต ดังนั้นวันนี้จึงยัง”คาดหวัง”ไม่ได้ว่า โครงการ” ดิจิตอลวอลเลต” ที่ “รัฐบาล” โดยพรรคเพื่อไทย เชื่อว่า เงิน 10,000 บาท ที่แจกให้ประชาชน 50 ล้านคน ในวงเงิน 500,000 ล้าน เพื่อไปใช้จ่าย จะเป็น”แสงสว่าง” ในการ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ที่”ดิ่งเหว” ให้”ลุกพรวดพราดอย่างเฉียบพลัน” ยังเป็นเรื่องที่”เชื่อไม่ได้” เพราะมีเสียง”คัดค้าน” จาก”ผู้รู้” ทั้ง”นักวิชาการ”และ”กูรู” ทางเศรษฐศาสตร์ ที่ สำคัญ หลายสำนัก ทั้งของ “รัฐและเอกชน” ต่างออกมา ตอบโต้ว่า “เศรษฐกิจไทย” ไม่ได้”เลวร้าย” ขนาดที่ ต้องใช้เงินกู้ 500,000 ล้าน เพื่อ”พยุง” ประเทศชาติไม่ให้”ดิ่งเหว”ไปกว่านี้ วันนี้ คนส่วนหนึ่งจึง”ละล้าละลัง” ว่าการกู้เงินมาแจกชาวบ้าน 500,000 ล้าน จะเป็นการ”สร้างหนี้ “หรือ”สร้างอนาคต” กันแน่
ที่สำคัญและเริ่มเป็นปัญหา สำหรับประเทศไทยคือ”สังคมเริ่มไม่มั่นใจ” ในตัวของ”เศรษฐา ทวีสิน” ว่า นี่คือ”นายกรัฐมนตรีตัวจริงหรือไม่” นี่คือ”วิกฤติศรัทธาทางการเมือง” ที่แม้แต่”ต่างประเทศ” ก็ให้ความสนใจ และ “จับตามอง” การเมืองของประเทศไทย ซึ่งเป็น หน้าที่ของพรรคเพื่อไทย ในการ”สื่อสาร” เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับ “สังคมไทย” และ”สังคมโลก”ได้มั่นใจว่า ประเทศไทยมี”นายกรัฐมนตรี”เพียงคนเดียวที่ชื่อ”เศรษฐา ทวีสิน”…..ถือว่าเป็นการ”คิดดี” และ “หวังดี” สำหรับ นโยบาย การเข้าไป”จัดการ “กับหนี้นอกระบบ ที่”นายทุน” ใช้ในการ”โขกสับ” ประชาชนที่เป็น”ลูกหนี้” ของ”เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี ถึงขนาดให้มีการ “ขึ้นทะเบียน” ลูกหนี้ –เจ้าหน้า กับทาง โรงพัก และ อำเภอ โดยให้”มหาดไทย” เป็น”เจ้าภาพ” เพื่อให้”เจ้าหนี้” เก็บ”ดอกเบี้ย” จาก”ลูกหนี้” ในราคาที่ “เป็นธรรม” หรือตาม”กฎหมาย”…..เรื่องนี้ย้อนกลับไปยัง”รัฐบาลลุงตู่” ที่ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ”บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เคยมีการ”กวาดล้างจับกุม” เจ้าหน้าที่นอกระบบอย่าง”อึกทึก” ทั้งประเทศ มีการ”ยึดโฉนด.หัวทะเบียนรถยนต์ จยย.” เพื่อคืนให้กับ”ลูกหนี้” เป็นข่าวที่”โด่งดัง” ทั้งประเทศ แล้วเป็นไง เรื่อง”หนี้นอกระบบ” จบมั้ย เปล่าเลย เพราะหลังจากที่”ลูกหนี้” ได้”ทรัพย์สินคืน” ก็กลับไป”จำนำ”กับ”เจ้าหนี้”คนเดิมอีกครั้ง และ”หนี้นอกระบบ” ก็”เติบโตยิ่งขึ้น”ตามระบบ”เศรษฐกิจ” ที่ตกต่ำ “และความ”ยากจน” ที่เพิ่มขึ้นของ”ประชาชน” โดยเฉพะในห้วง 2 ปีกว่าของ “โควิด 19”…..สิ่งที่”รัฐบาล”ต้องรับรู้คือ” หนี้นอกระบบ” เกิดจาก”คนจน” เข้าไม่ถึง”สถาบันเงินกู้” ทั้ง”ของรัฐ”และ”เอกชน” เมื่อ ประชาชน เดือดร้อน เช่น “ลูกสอบเข้าตำรวจ, สอบเข้าพยาบาล , และสอบเข้ามหาวิทยาลัย ,” ลูกต้องการเป็น”อส. “ เป็น”ทหารพราน” ลูกเรียนจบ ต้องการ”ซื้อรถ” การ”ประกอบอาชีพ “ ที่ต้องใช้”ทุนรอน” ประชาชนผู้เดือดร้อน ต้อง”หยิบยืม” จากการกู้เงิน”นอกระบบ” ถ้า “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี ยังไม่มี นโยบาย ให้”คนกลุ่มนี้” เข้าถึง สถาบันการเงินของรัฐ และ เอกชน การ”ปราบปรามเงินกู้”นอกระบบ” คือความ”หวังดี” เป็นการมอง”สังคมไทย”จาก”หอคอยงาช้าง” ที่มองไม่ทะลุ”แก่นแกน” ของ”สังคมไทยที่แท้จริง
ยกตัวอย่าง”ผู้ที่กู้เงินเพื่อซื้อบ้านจากสถาบันการเงินของเอกชน” ใน 100 ราย สามารถ”กู้ผ่าน” เพียง 10 ราย เพราะ สถาบันการเงิน “คัดเฟ้น” แต่ ลูกค้า ที่มั่นใจว่า เป็น”ชั้นดี” ความ”เสี่ยงต่ำ” ดังนั้นถ้า”รัฐบาล” ยังหาแหล่ง”เงินกู้” ในระบบ ที่เป็น สถาบันการเงินของรัฐ ให้กับ”คนจน” ไม่ได้ การ “ปราบปรามการ”กู้เงินนอกระบบ” ไม่มีมีทางหมดไปจากประเทศไทย เพราะ”นายทุนเงินกู้นอกระบบ” คือ”ธนาคารคนจน” ที่แจ้งจริง ที่คนจนยอมให้”ขูดรีดกรีดเนื้อ” ดีกว่าไม่มี”แหล่งเงินทุน”ในการ”ต่อลมหายใจ”ให้กับเขา……เลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด นั้นคือ “หมุดหมาย” การเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของ”นายกรัฐมนตรี” เศรษฐา ทวีสิน ที่จะมีการ”นัดพบกับ” “นายกรัฐมนตรี” ประเทศมาเลเซีย” ที่ครั้งแรก จะมีการพบกันที่ จ.สงขลา และมีข่าวว่า จะเปลี่ยนเป็นที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส แต่สุดท้าย ก็ไม่มีอะไร”ในกอไผ่” เรื่องของ”เศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงเป็นเรื่องของ”สมศักดิ์ เทพสุทิน” รองนายกรัฐมนตรี ผู้ทำหน้าที่ กำกับดูแล” ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต.) ในการ”ผลักดัน” โครงการต่างๆ ที่ ทำไว้ในสมัยที่” พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร” ทำไว้ และยังไม่เสร็จ เช่น ปัญหา”ด่านศุลกากรสะเดา” ที่สร้างเสร็จนานแล้ว แต่เปิดใช้ไม่ได้ เพราะไม่มีถนนเชื่อมระหว่างระหว่าง “ทางหลวง” และ”ด่านศุลกากรมาเลเซีย,เรื่องสนามบินเบตง อ.เบตง จ.ยะลา ที่ สร้างเสร็จ แล้วปล่อยให้”เป็นสนามบินร้าง” ไม่ตอบโจทย์การพัฒนา เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โครงการ “เมืองโคบาล” โครงการ”ปลุกไผ่ให้เป็นพืชเศรษฐกิจ,โครงการปูทะเลโลก” และอีก”มากมาย ที่จะ”สานต่อ” หรือจะ”ยกเลิก” ซึ่งเป็น”งานหนัก” ของ “พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์” เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต. ) คนใหม่ ที่ขณะนี้ งานแรกๆ คือการ”เดินสาย” เข้าพบกับ องค์กร และ บุคคลสำคัญ ต่างๆ ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อ”แสวงหาความร่วมมือ” ในการ เดินหน้าเพื่อ พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการ”ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม”
เห็นภาพของ “เลขาธิการ ศอ.บต.เข้าพบ “พล.ท.ศานติ สกุนตนาค” แม่ทัพภาคที่ 4 / ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 และ พล.ท.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ แม่ทัพน้อยที่ 4 ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แล้ว สบายใจ ถึงการ”บูรณาการ” ในการร่วมกัน”ขับเคลื่อน”อุปสรรค ปัญหา ของ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยไม่”ยึดติด”กับ” ยศ ตำแหน่ง ที่ ใครใหญ่ใครเล็ก แต่ยึดกันที่”อาวุโส” ตาม ขนบของวัฒนธรรมไทย”……ฟังว่า “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รองนายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบ จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ระหว่างการ”หารือ” กับ”หลายฝ่าย” ในเรื่องการ”ขับเคลื่อนเวทีสันติภาพ” เพื่อให้มีการ”สานต่อ” บนโต๊ะการ”พูดคุย” ระหว่าง”รัฐบาล”กับ”ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น” โดยมี ประเด็นการ”เลือกเฟ้น” หัวหน้าคณะพูดคุย”ว่าจะเป็น”พลเรือน” หรือเป็น”ทหาร” สำหรับ ผู้เขียน เป็นใครไม่สำคัญเท่ากับว่าเป็นผู้ที่”เข้าใจปัญหาความขัดแย้งของจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ต่างหาก” เพราะหลายครั้งที่”หัวหน้าคณะพูดคุย” ไม่เข้าใจและไม่”แตกฉาน” ในประเด็นที่จะมีการ”พูดคุย”หรือ” เจรจา” ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด…..ถ้าจะเอา”ข้าราชการเกษียณ” ที่ เพิ่งจะ”เกษียณ”ปีนี้ และเป็นผู้ที่”เข้าใจ” และ”ช่ำชอง” กับปัญหา”จังหวัดชายแดนภาคใต้” ก็มีอยู่ 2 คน เช่น พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร อดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต.) และ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ ผช.ผบ.ทบ. อดีต แม่ทัพภาคที่ 4 ทั้งสองคน มีความเหมาะสมกับการเป็น”แม่ทัพ” ในการ”เจรจา”กับ”บีอาร์เอ็น”อย่างแน่นอน
และอีกประเด็น ที่เห็นด้วยกับ”สมศักดิ์ เทพสุทิน” รองนายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการหนุนให้ฟื้นสภาที่ปรึกษาและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ถูก คำสั่ง คสช. โดย” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” อดีต นายกรัฐมนตรี เพราะ “สภาที่ปรึกษาฯ” มาจาก ประชาชน ทุกสาขาอาชีพ ในการ เสนอแนะ ปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ และความต้องการของคนในพื้นที่ให้กับ” เลขาธิการศูนย์อำนวยการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต.) ที่จะทำให้ ศอ.บต. เดินไปข้างหน้าอย่างมี”ประสิทธิภาพ” และมี”ทิศทาง” ที่เป็นไปตามความต้องการของคนในพื้นที่
อ้าว น้ำตาลทรายในภาคใต้หลายจังหวัด นอกจากจะ”ขาดตลาด” ยังขึ้นราคาไปแล้วกิโลกรัมละ 2-3 บาท ก็ไหน รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ “ภูมิธรรม เวชยชัย” บอกว่า ไม่ให้ขึ้นราคาไง แล้วทำไม “ร้านค้า” จึงไม่เชื่อฟัง ที่สำคัญ “น้ำตาแว่น,น้ำตาลปี๋ป,น้ำตาลโตนด” ก็ขึ้นราคาไปแล้ว กิโลกรัมละ 5 บาท แล้ว น้ำตาลพวกนี้ไปเกี่ยวอะไรกับ”โรงงานน้ำตาล” กับ”ชาวไร่อ้อย” เอ้า “ อธิบดีกรมการค้าภายใน” สั่งการให้”พาณิชย์จังหวัด” ออกตรวจสอบด้วยชาวบ้านเดือดร้อนนะ
เห็นด้วยกับ” พีรพันธ์ สารีรัฐวิภาค” รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ที่”ไม่แฮ้ปปี้” กับ นโยบายการ”ขึ้น-ลง” ของ ราคาน้ำมันจาก”โรงกลั่น” ที่มีการ”ขึ้น-ลง”เป็น”รายวัน” ทั้งที่ไม่ใช่”ตลาดหุ้น” ก็ต้องบอกให้”รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน” ได้รับรู้อีกเรื่องว่า “ราคา ซื้อขาย” ที่ “คลังน้ำมัน” ในภาคใต้ ทั้งที่ จ.สงขลา และที่ จ.สุราษฎร์ธานี ไม่ได้ ขึ้นลง วันละครั้ง แต่มีการ”แกว่งไกว”ไปมา บางวัน”ขึ้น-ลง “ 3 รอบ ยิ่งกว่า การ”ขึ้นลง” ของราคาทองคำ” เรื่องนี้ “รัฐมนตรีพลังงาน” ต้องถาม “อธิบดีกรมน้ำมันเชื้อเพลิง” และต้องมี”นโยบาย” ที่ชัดเจนในการ “พูดคุย” กับโรงกลั่น” ทั้งหมดในประเทศไทย เพื่อสร้าง”มาตรฐาน”ของ”ธุรกิจพลังงาน” ให้เกิดขึ้น เพราะการร”ขึ้น-ลง” วันละหลายรอบของ”น้ำมันเชื้อเพลิง” ไม่เพียงแต่”ประชาชน” ที่ต้อง”แบกรับ” ราคาน้ำมันที่แพง แต่”ผู้ค้าน้ำมันรายย่อย” ก็กำลังจะที่ถึงจุดของการ”ล้มละลาย” ทางธุรกิจการค้าเช่นกัน
นายตำรวจตำแหน่ง”นายพล”ว่างอีกหนึ่งตำแหน่ง เมื่อ พล.ต.ต.สมกูล กาญจนอุดมการณ์ ผบก.ตชด.ภาค 4 ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ เพื่อไปทำธุรกิจส่วนตัว หลังรับตำแหน่ง ผบก.ตชด.ภาค 4 มา 1 ปี ก็ต้องติดตามว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะแต่งตั้ง นายตำรวจคนไหน ให้มาทำหน้าที่ ผบก.ตชด.ภาค 4 คนใหม่ เพราะ”ภาคใต้” เป็นพื้นที่ ซึ่งต้องใช้” ผู้การ ตชด.มือดี” มาทำหน้าที่ เนื่องจากมีปัญหา ทั้ง”ยาเสพติด,คนเถื่อน.ของเถื่อน น้ำมันเถื่อน,สินค้าเถื่อน,ยางพาราเถื่อน” ที่ต้องอาศัย กำลัง ตชด. ในการ สกัดกั้น
นี่ก็เดินทางโยกย้ายพร้อมกับ”ฟ้าฝน” วรณัฐ หนูรอด รอง ผวจ.สงขลา มีคำสั่งจาก” สุทธิพงศ์ จุลเจริญ” ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้ไปรับตำแหน่ง รอง ผวจ.สมุทรสาคร เป็นคำสั่งโดดๆ”เพียงคนเดียวที่ถูก”โยกย้าย” ก็ไม่เป็นไร ถือว่าเปลี่ยนที่ทำงาน เพราะเป็นรอง ผวจ.สงขลา มาแล้วถึง 5 ปี…..ในขณะที่ “สมนึก พรหมเขียว” ผวจ. สงขลา คนใหม่ แม้จะมีอายุราชการแค่ 1 ปี แต่”ฟิตจัด” จัดระเบียบสังคม”เอาจริง”กับ”สถานบันเทิง” และเรื่องการ”ปราบปรามยาเสพติด” และการ”พัฒนา” ส่งเสริมให้ ชาวบ้าน ปลูกผัก กินในครัวเรือน เรื่องการบังคับใช้”กฎหมาย” กับ “สถานบริการ” ก็ขอให้”เน้น” ที่ เทศบาลตำบลสำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่ง สถานบันเทิง นอกจากจะเปิดเกินเวลาแล้ว ยังไม่มีใบอนุญาต โดยเฉพาะ “โรงแรม” เป็นจำนวนมาก ที่อยู่ในพื้นที่ ตรวจสอบด้วยว่าเป็นการ”ก่อสร้าง” ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมี ใบอนุญาต หรือไม่
ข่าวว่า” พล.ต.ต. เชาวลิต เลี้ยงสุพงศ์” ผบก.ภ.จว.สงขลา คนใหม่ ก็”ฟิตจัด” มีการ”เอาจริง” กับ “อบายมุข” ในทุกพื้นที่ เป็นการ”จัดระเบียบแถวตรง” เพื่อป้องกันการ”นอกแถว” ของทั้ง”ผู้บริหารโรงพัก และ เจ้าของ กิจการ ว่างั้น ก็เล่นเอา”อดยากปากแห้ง” ในหมู่ของ”สีกากี” ด้วยกัน ถ้วนหน้า …..เรื่องของ”เจ้านายคนใหม่” กับการ”ตั้งเป้า” เดือนละ “ครึ่งล้าน” ในจังหวัดพื้นที่ บช.ภ.9 มีการพูดกันมากจากคนในวงการ”สีกากี”ด้วยกัน เรื่องนี้ “เท็จจริง”อย่างไร พล.ต.ท. ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี” ผบช.ภ.9 .อย่างลืม”เงี่ยหูฟัง” ด้วย เพราะสุดท้าย ผู้เดือดร้อนจากการ”ตั้งเป้า” คือ”ประชาชน ในพื้นที่
”เสี่ยแป้ง”เชาวลิต ทองด้วย” นักโทษหนีเรือนจำ จ.นครศรีธรรมราช ทำให้คนทั้งประเทศ รู้จักจังหวัดพัทลุง โดยเฉพาะ”เทือกบรรทัด อย่างถึง”แก่นแกน” แต่อีกทางหนึ่ง การที่”เจ้าหน้าที่”ยก”โขยง” กว่า 200 นาย ในการ “ค้นหา” ที่ซ่อนตัว”ของ”เสี่ยแป้ง” ก็สร้างความเดือดร้อน ให้กับประชาชน ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ”ชาวบ้านตระ” ที่ ถนนหนทาง ชำรุด จาก รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ของเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้”ตำรวจ” รับผิดชอบไม่ได้ เพราะเขาใช้ เส้นทาง ในการ”ไล่ล่า” คนที่เป็น”อาชญากร” หลังจบ”ภารกิจไล่ล่า” และ”หมดหน้าฝน” “ ท้องถิ่น” และ”ชาวบ้าน” ต้องช่วยกัน”ซ่อมแซม”…..เรื่องความ”ล้มเหลว” ของการไล่ล่า”เสี่ยแป้ง” ที่ เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเหมือน”งมเข็มในมหาสมุทร” ไม่ใช่มาจากเรื่อง”เก่งไม่เก่ง” ของ “ ตำรวจ” แต่ละหน่วย แต่ความ”ล้มเหลว” ที่เกิดขึ้น และ”ไล่ต้อน” เสี่ยแป้ง ให้”จนมุม” มาจากเรื่องของ”การข่าว” ที่”มืดบอด” …..ที่สำคัญ” นักการเมือง” และ”คนในพื้นที่ซึ่งรู้จัก”เสี่ยแป้ง” ต่าง ปฏิเสธว่าไม่รู้จัก เพราะ ถ้าใครที่รู้จักจะถูก”ตำรวจ” ทำการ”หิ้ว” มาสอบสวน และอาจจะถูก”ข้อหา” จึงทำให้”ตำรวจ” ไม่ได้”เบาะแส” ของ”เสี่ยแป้ง” ทั้งหมดของการ”ไล่ล่า เสี่ยแป้ง” บนเขาบรรทัด คือการ”ขี่ช้างจับตั๊กแตก” กว่าจะจบภารกิจที่”ล้มเหลว” คงหมดงบประมาณไม่ใช่น้อย เสียดายนะกับ”งบประมาณแผ่นดิน” ที่ต้องเสียไป
ไม่เข็ดไม่หลาบ กับการ”เรียกสินบน” ทั้งที่มีข่าวให้เห็นแทบทุกวัน ล่าสุด”พ่อค้าหมู” อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แจ้งความเอาผิดกับ” ตำรวจ” ระดับ “สารวัตร” ของ จ.สงขลา ที่”เรียกเงินสินบน” เพื่อปิดคดี”ในการ”พกปืน” ซึ่งหลังมีการ”แจ้งความ” พ.ต.อ.ศิรโกศล ปราบกรี” ผกก.สภ. ควนเนียง จ.สงขลา ได้ดำเนินการ สั่งให้ “นายตำรวจคนดังกล่าว”ไป ปฏิบัติราชการที่ ศปก.ภ.จว.สงขลา แล้ว จนกว่า ผลทางคดีจะสิ้นสุด เรื่องทำ”โรงพัก” ให้เป็น”ตลาดหลักทรัพย์” ยังเป็นเรื่องใหญ่ที่ พล.ต.ต.เชาวลิตร เลี้ยงสุพงศ์” ผบก.ภ.จว.สงขลา ยังต้องแก้ไขต่อไป เพราะ”โรงพัก” หลายๆแห่ง เรียกรับ”ซอง” แม้แต่การให้”ประกันตัว”ผู้ต้องหา ทั้งที่เป็นสิทธิ์ของเขา
ไม่ใช่ แก้แล้วไม่หาย แต่เพราะ”ไม่มีการแก้ไข”ต่างหาก เรื่อง”ฝนตก น้ำท่วม” ถนนกาญจนวณิชย์”สายเก่า หาดใหญ่ –สงขลา ที่ “ควนหิน.ท่าข้าม.แฟลตเคหะ” ต.น้ำน้อย อ.เมือง จ.สงขลา เป็นเพราะพื้นที่”รับน้ำ” ถูกนำไปสร้างหมู่บ้าน โรงงาน จนน้ำไม่ที่ไป จึงไหลบ่า ท่วมถนน และ บ้านเรือนประชาชน ถ้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการ “ขุดคลอง” เพื่อ”ระบายน้ำ” ลงสู่”คลองสายหลัก” เพื่อไหลลง”ทะเลสาบสงขลา” ยิ่งนานวัน”ยิ่งหายนะ” กับ ประชาชน ที่อยู่ ริมถนนสาย กาญจนวณิชย์ เรื่องนี้ลำพัง ผู้ว่าราชการจังหวัด ทำไม่ได้ ใครเป็น สส. เขต อ.เมือง สงขลา ต้องรู้”หน้าที่” รู้ถึงความ”เดือดร้อน” ของประชาชน และ ผลักดัน แผนงาน งบประมาณ เพื่อแก้ปัญหา…..เช่นเดียวกับ “ทะเลสาบสงขลา” ที่กลายเป็นที่ทิ้งสิ่ง”ปฏิกูล” ไหลลงไปเป็น”ศูนย์รวม” จนวันนี้”ทะเลสาบสงขลา” กำลัง”แอ่งน้ำ” ที่ “ตื้นเขิน” หน้าแล้ง ผู้คนลงไปเดินได้เล่นได้ แล้ว เรื่องนี้ สส.สงขลา ไม่ลอง”สุมหัว” หาทางออก ในการ”กู้ชีพ” ให้กับ”ทะเลสาบ”แห่งนี้บ้างหรือไร
ฟ้องแล้ว เพราะเป็น”ทางออกสุดท้าย” ของ ชาวบ้านใน ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ในการ เรียกร้อง ค่าเสียหาย จากเจ้าของ”โกดังพลุ” ที่เกิดระเบิด จน”หมู่บ้านทั้งหมดย่อยยับ” “โอราฬ กุลวิจิตร” ตัวแทนสภาทนายความเป็น”ตัวแทนชาวบ้าน” ที่ได้รับความเสียหาย เรียกค่าเสียหายจาก” สองสามีภรรยา” เจ้าของ”กิจการพลุดอกไม้ไฟ” จำนวน 300 ล้านบาท สุดท้ายก็ต้องพึ่ง”ศาลสถิตยุติธรรม”
เห็นด้วยกับ” พล.ต.ไพศาล หนูสังข์” รองแม่ทัพภาคที่ 4 ที่สั่งให้มีการ”ปรับแผน” ปรับ”ยุทธวิธี” ของ กองกำลังทหาร ในพื้นที่ จ.นราธิวาส เพราะ วันนี้เป็นพื้นที่เดียว ที่ยังมีการ”ก่อความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง” จาก”กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็น” ถ้าจำเป็นต้อง”กวาดล้างแนวร่วมในหมู่บ้าน” หรือ”ไล่ล่ากองกำลังติดอาวุธ” หลังหมู่บ้าน ใน”เชิงเขา” หรือ”ซีลแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย” ให้”เข้มงวด” ก็ต้องทำ……พูดถึง”ชายแดนใต้”นอกจากความเคลื่อนไหวของ”กองกำลังติดอาวุธ” เพื่อการ”ซุ่มโจมตี” เจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ก็ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของ”ภาคประชาสังคม” ที่เป็น”ปีกทางการเมืองของบีอาร์เอ็น” ที่ ล่าสุด ยังมีการ”จัดเวทีสัมมนา” ด้วยการเอาเรื่อง”ประวัติศาสตร์การเสียปัตตานี” มาเป็น”เงื่อนไข” ในการ”ปลุกระดม”ให้มีความ”เกลียดชัง” เป็นการมุ่งทำลาย”พหุวัฒนธรรม” ที่ ภาครัฐพยายามที่จะสร้างในพื้นที่ เรื่องนี้” กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ถ้าจะให้”ยุติ” ก็ต้อง”เกาให้ถูกที่คัน” ปัญหาจึงจะ”ยุติ” ลงได้
ภาคเหนือ ,ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “หนาวแล้ว” แต่”ภาคใต้” เข้าสู่หน้า”มรสุม” ฝนตก ลมแรง เรือเล็ก เรือขนาดกลาง ต้อง”จอดรอ” นั่นหมายถึง”ขาดรายได้” เช่นเดียวกับ”ชาวสวนยาง” ที่ร่ำรวยก็”กินอิ่ม นอนอุ่น” แต่ ที่”ยากจน” ก็ต้องอยู่อย่าง”เสดสา” ต้อง”หยิบยืม” เพื่อนบ้าน เพื่อการ”ประทังชีวิต” เพราะ”ตัดยางไม่ได้” เรื่องนี้คือเรื่อง”ปากท้อง” ที่ในตอน”หาเสียง” พรรคการเมืองหลายพรรค”หยิบมาเป็นจุดขาย” แต่หลังเป็น”รัฐบาล” ก็ไม่ได้”ขับเคลื่อน” อย่างที่”หาเสียง”กันไว้ ชีวิต ชาวสวนยาง มี”สองหน้า” ที่ “รัฐบาลต้องดูแล” คือ”หน้าฝน”กับ”หน้ายางผลัดใบ” ซึ่งเป็น “สองฤดูกาล” ที่ต้อง”กู้หนี้ยืมสิน” ที่ต้องฝากให้” รัฐบาล” หาทาง”เยียวยา”……ส่วนการ”รับมือ” กับ”อุทกภัย” ที่ เริ่มเห็น”เค้าลาง” ว่าอาจจะ”ท่วมหนัก”ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะ “นราธิวาส” ถ้า”มาเลเซีย” ระบายน้ำในเขื่อน”ยือลี” รัฐกลันตัน บวกกับ”น้ำป่าจากเทือกเขาสันกาลาคีรี” ก็จะ”ท่วมหนัก” แต่ วันนี้ยัง”อุ่นใจ” เพราะ” พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค” แม่ทัพภาคที่ 4 / ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 สั่ง กำลังพลเตรียมพร้อม ทั้ง “รถราม้าช้าง” เพื่อการช่วยเหลือ ผู้ประสพภัยน้ำท่วม รวมทั้งหน่วยงานของ”นาวิกโยธินภาคใต้” ค่ายจุฬาภรณ์” มีการ เตรียมรถ เตรียมเรือ” เพื่อ “ผจญน้ำ” อย่างเต็มที่ ประเด็นนี้ ไม่ต้องถามว่า”ทหารมีไว้ทำอะไร”
ส่วนที่ เทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา เรื่อง”น้ำท่วม” เหมือนใน”อดีต” จะไม่หวลกลับมา”หลอกหลอน” คนหาดใหญ่อีกแล้ว เพราะ”คลอง ร. 5 “ ที่เป็น เส้นทาง ระบายน้ำ มีการ ขยายให้สามารถ “รับน้ำ”ได้อย่างเพียงพอ ที่เรียกว่า”น้ำท่วม” ใน เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ใน ถนน ใน ซอย ในหมู่บ้าน ที่”ลุ่มต่ำ” เป็นเรื่องของ”น้ำที่ระบายไม่ทัน” ซึ่ง พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี นายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา สั่งการ ให้แก้ไขอย่างเต็มความสามารถแล้ว
ศึกใน”ประชาธิปัตย์” ยกที่ 3 ที่จะ “ระเบิด” ในวันที่ 9 ธันวาคม ศก นี้ ถือว่าเป็น”มวยยกสุดท้าย” หลายคน”เห็นฟ้องต้องกันว่า” กลุ่ม”ยังเติร์ก”ของ”เฉลิมชัย ศรีอ่อน,เดชอิศม์ ขาวทอง.ชัยชนะ เดชเดโช” จะเป็นฝ่ายที่”คว้าชัย” เหนือกลุ่ม”โอลล์แมน” ที่นำโดย “ชวน หลักภัย,บัญญัติ บรรทัดฐาน” และ คณะ ซึ่ง หนุนให้”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมาเป็น” ผู้นำพรรค” อีกครั้ง…..และเชื่อว่า”ถ้าศึกครั้งนี้แตกหัก” ประชาธิปัตย์ถูก” สส.กลุ่มภาคใต้ ยึดพรรคได้ ก็อาจจะได้เห็น”การออกจากพรรค” เพื่อการ”ตั้งพรรคใหม่” ของ”ใครหลายคน” ที่ สำคัญ” แพ้-ชนะ” จะ”แตกหัก” หรือ” ออมชอม” ต่อจากนี้ไป” ประชาธิปัตย์” ก็ยัง”ย้ำเท้าอยู่กับที่” ไม่มี “ยุทธศาสตร์” ใหม่ๆ ที่จะ”แข่งขัน”กับ”ก้าวไกล” และ”เพื่อไทย” เพราะ”ประชาธิปัตย์ภาคใต้” ยังยึดเอา”ระบบบ้านใหญ่” เป็นหลัก ในการ”ขับเคลื่อนพรรค”
เพิ่งกลับจากการทำธุระที่ อ.เบตง จ.ยะลา เมืองท่องเที่ยว ที่เป็น”อันซีน” ของ ชายแดนภาคใต้ ที่นี้ ไม่ว่าจะเป็น”หน้าฝน หน้าร้อน หน้าหนาว” ยัง”คลาคล่ำ” ไปด้วย นักท่องเที่ยว ทั้งที่มาจาก”มาเลเซีย” และ”อื่นๆ รวมทั้ง”คนไทย” จาก นอกพื้นที่ เศรษฐกิจ การค้า ที่ “เบตง” จึงยัง”สดใสกาววาว” ยิ่งนัก ส่วนหนึ่ง เพราะ”คนในพื้นที่” มีความรัก สามัคคี ในการ “ป้องกันเหตุ” และได้ “เอก ยังอภัย ณ สงขลา “ นายอำเภอ”มือดี” เอาใจใส่” บูรณาการ”กับ หน่วยงาน ในพื้นที่ “ตำรวจภูธร ,ตชด. ทหาร และ กองกำลังท้องถิ่น ในการรักษาความสงบ
ได้ไปชม”สวนหมื่นบุปผายุคใหม่” ที่มี”โตหอง แซ่หลี” เป็นผู้บริหาร มีการ”ทุ่มทุน” ถึง 50 ล้านบาท เพื่อให้เป็น”อันซีน” ของ อ.เบตง และที่ นักท่องเที่ยวทุกคนที่มา”เบตง” ต้องไปชมคือ”สกายวอร์คอัยเยอร์เวง” ซึ่งตรงนี้ หลังจากที่”กรมป่าไม้”มีการ”จัดเก็บ” ค่าเข้าชม”ทะเลหมอก” อาจจะทำให้ นักท่องเที่ยวลดลงบ้าง แต่ เชื่อว่า สักระยะหนึ่ง ถ้ามีการ”ประชาสัมพันธ์” ให้เข้าใจ ก็ไม่ใช่ปัญหา ก็คนไทย เวลาไปเที่ยว”ต่างบ้านต่างเมือง” ก็เห็นอยู่ว่า” สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ต้องจ่ายค่าเข้าชมทั้งสิ้น และ”รายได้” จากการ”เข้าชม” ก็นำไป”บูรณะซ่อมแซม” สถานที่ท่องเที่ยว นั่นเอง ไม่ได้เข้า”กระเป๋าใคร” ทั้งสิ้น…..แล้วพบกันใหม่ วันศุกร์หน้า สวัสดีครับ
ไชยยงค์ มณีพิลึก
