วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ ห้องบอลรูม 1 โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนจังหวัดสงขลา (กกร.) จัดแถลงข่าวเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล เพื่อเร่งดำเนินมาตรการป้องกันและบริหารจัดการอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุมปลายปีนี้ โดย กกร. เห็นว่าการลงพื้นที่จังหวัดสงขลาของนายกรัฐมนตรี และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ระหว่างวันที่ 9–10 กรกฎาคม 2569 เพื่อเปิดด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการติดตามความพร้อมด้านการป้องกันน้ำท่วมของเมืองหาดใหญ่ พร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนในการเร่งรัดโครงการบริหารจัดการน้ำ
กกร. ระบุว่า ปัญหาอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ด้านสาธารณูปโภค แต่ส่งผลเสียรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจภาคใต้ ทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน และระบบโลจิสติกส์ จากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา จังหวัดสงขลาประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมสูงถึง 87,800 ล้านบาท แบ่งเป็นความเสียหายจากภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักกว่า 23,800 ล้านบาท และการเคลมประกันรถยนต์ เครื่องจักร ทรัพย์สินรวม 107,934 ราย มูลค่ากว่า 22,000 ล้านบาท ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียในเดือนธันวาคมลดลงกว่าร้อยละ 55 ส่งผลให้รายได้ท่องเที่ยวหายไปราว 9,660 ล้านบาท หรือลดลงกว่าร้อยละ 54 นอกจากนี้ การค้าชายแดนและระบบโลจิสติกส์ที่หยุดชะงัก ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นห่วงโซ่อุปทานภาพรวมของภาคใต้
ภาคเอกชนเน้นย้ำว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันไม่ใช่เพียงความเสียหายเชิงกายภาพที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ แต่คือผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และคู่ค้าระหว่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาลในการฟื้นฟูให้กลับคืนมา
ทั้งนี้ กกร. ได้ยื่นข้อเสนอเร่งด่วน 3 ประการต่อรัฐบาล เพื่อดำเนินการภายในกรอบเวลาที่เหลือไม่ถึง 100 วันก่อนเข้าสู่ฤดูมรสุม ประกอบด้วย การให้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เพื่อติดตามความพร้อมในการป้องกันอุทกภัย รับฟังข้อเท็จจริงจากภาคเอกชน และสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของภาคใต้ ประการต่อมาคือการจัดตั้งศูนย์บัญชาการน้ำ (War Room) จังหวัดสงขลา โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนกลาง จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นเอกภาพ และประการสุดท้ายคือการเร่งอนุมัติงบประมาณโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้ทันท่วงที
สำหรับงบประมาณที่ภาคเอกชนเห็นควรให้รัฐบาลเร่งอนุมัติ มีมูลค่ารวมกว่า 2,200 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ งบกลางจำนวน 34.9 ล้านบาท สำหรับขุดลอกคูคลอง กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่วิกฤตของเทศบาลนครหาดใหญ่ งบฟังก์ชันของกรมชลประทานจำนวน 1,174.379 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานชลประทาน คลองหลัก และระบบบริหารจัดการน้ำทั้งลุ่มน้ำ และงบฟังก์ชันของเทศบาลนครหาดใหญ่จำนวน 1,079 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงระบบระบายน้ำเมือง เพิ่มความพร้อมเครื่องจักรกล ยานพาหนะ และอุปกรณ์ป้องกันภัยรองรับสถานการณ์ฝนตกหนัก
กกร. ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันจังหวัดสงขลามีข้อมูล แผนงาน และโครงการรองรับอย่างครบถ้วนแล้ว สิ่งสำคัญในขณะนี้คือการเร่งรัดกระบวนการตัดสินใจและการจัดสรรงบประมาณให้ทันก่อนเข้าสู่ฤดูมรสุม โดยเชื่อว่าหากโครงการสำคัญได้รับการผลักดันอย่างทันท่วงที จะช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจ รักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสริมสร้างบทบาทของอำเภอหาดใหญ่ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ของภาคใต้
นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ภาคเอกชนขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจหาดใหญ่ได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของปัญหาน้ำท่วมนั้น ข้อมูลและแนวทางแก้ไขมีความพร้อมทั้งหมดแล้ว สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการในขณะนี้คือการตัดสินใจที่เด็ดขาดและการเร่งรัดงบประมาณลงสู่พื้นที่โดยเร็ว เพื่อให้การดำเนินงานเสร็จสิ้นก่อนเข้าสู่ฤดูฝน
ด้านนางสาวอรวรรณ ศิริวราสันติ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา กล่าวปิดท้ายว่า ภาคเอกชนต้องการเห็นแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่ชัดเจนจากหน่วยงานรับผิดชอบ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการรับรู้ถึงระดับความพร้อมในการรับมือ สำหรับภาคอุตสาหกรรมนั้น อุทกภัยส่งผลกระทบโดยตรงต่อสายการผลิต ระบบขนส่ง และต้นทุนการดำเนินงาน การเตรียมพร้อมล่วงหน้าจึงเป็นกุญแจสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาและภาคใต้โดยรวม
