คณะแพทย์ ม.อ. เชิดชู 2 แพทย์ผู้ทุ่มเท พญ.นริศรา – นพ.ธวัชชัย คว้ารางวัลแพทย์ตัวอย่างภาคใต้ 2569
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดงานประชุมวิชาการประจำปี ครั้งที่ 41 ในหัวข้อ “ความยืดหยุ่นและสมดุลทางการแพทย์ (Resilience and Equilibrium in Healthcare) โดยภายในงานมีการมอบรางวัลแพทย์ตัวอย่างภาคใต้ ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อยกย่อง เชิดชูแพทย์ในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีความทุ่มเท เสียสละในการดูแลผู้ป่วย ซึ่งในปีนี้มีแพทย์ที่ได้รับการคัดเลือกถึง 2 ท่าน ได้แก่ พญ.นริศรา งามขจรวิวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญารักษ์ปัตตานี ได้รับรางวัลแพทย์ตัวอย่างภาคใต้ ประจำปี 2569 ประเภท :บริหาร และอีกท่าน คือ นพ.ธวัชชัย พูนแก้ว ศัลยแพทย์โรงพยาบาลพัทลุง ได้รับรางวัลแพทย์ตัวอย่างภาคใต้ ประจำปี 2569 ประเภท :บริการ
โดย รศ.นพ.ธนะรัตน์ บุญเรือง ประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายคัดเลือกแพทย์ตัวอย่างภาคใต้ กล่าวว่า “การคัดเลือกแพทย์ตัวอย่างภาคใต้ จัดขึ้นเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติแพทย์ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคใต้ที่มีความเสียสละ อุทิศตน และยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้แก่แพทย์รุ่นใหม่ และเป็นขวัญกำลังใจแก่แพทย์ผู้ปฏิบัติงานเพื่อประชาชนในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ได้รับการคัดเลือกทั้งสองท่าน ล้วนเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นด้านการครองตน ครองคน และครองงาน เป็นผู้ยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ มีความเสียสละ อุทิศตนเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยและสังคม ตลอดจนเป็นผู้นำในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ จึงสมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น “แพทย์ตัวอย่างภาคใต้ ประจำปี 2569”
พญ.นริศรา กล่าวว่า “งานด้านยาเสพติดเป็นงานที่ท้าทาย เพราะต้องดูแลทั้งปัญหาสุขภาพ ปัญหาสังคม และบริบทของพื้นที่ แต่สิ่งที่ยึดถือเสมอ คือแนวคิดที่ว่า “ผู้เสพคือผู้ป่วย” ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางและมักถูกตีตราจากสังคม เมื่อเราเปิดใจ เข้าใจ และให้โอกาส หลายคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ มีงานทำ มีครอบครัว และกลับมาเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของสังคมอีกครั้ง ในความเป็นแพทย์ เมื่อเราเข้าใจผู้ป่วย เข้าใจบริบทของชีวิตเขา และทำงานด้วยหัวใจ เราจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และสังคมได้”
ด้าน นพ.ธวัชชัย กล่าวว่า “ในการทำงาน ผมใช้หลักคิดง่าย ๆ คือ “ถ้าคนไข้คนนั้นเป็นพ่อแม่หรือญาติของเรา เราอยากให้เขาได้รับการดูแลแบบไหน” สำหรับผม ผมอยากให้คนไข้ได้รับคำอธิบายที่เข้าใจง่าย ได้รับการรักษาที่ดีที่สุด และเมื่อกลับบ้านแล้ว ก็ยังสามารถใช้ชีวิตกับครอบครัวได้อย่างมีความสุข พร้อมรู้วิธีดูแลตัวเอง ในปัจจุบันถึงแม้โลกจะเปลี่ยนไปมาก แต่หัวใจของการเป็นแพทย์ไม่ควรเปลี่ยน สิ่งสำคัญที่สุด คือ “ความเมตตา” เพราะเมื่อใดที่เรามีความเมตตาและปรารถนาดีต่อผู้ป่วยอย่างแท้จริง สิ่งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ทักษะ หรือความเป็นแพทย์ที่ดี ก็จะค่อย ๆ เติบโตตามมาเอง ผมขอมอบรางวัลนี้ให้กับพ่อแม่ ครอบครัว ครูบาอาจารย์ทุกท่าน เพื่อนร่วมงานและผู้ป่วยทุกคน ที่ไว้วางใจให้ผมดูแล ซึ่งความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้เกิดจากผมเพียงคนเดียว แต่เกิดจากทุกคนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน และไม่มีความสำเร็จไหนยิ่งใหญ่ไปกว่าการได้เห็นคนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกครั้ง”
