วันนี้ (28 ต.ค. 69) นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ลงแขก ลงคลอง ตามล่าปลาหมอคางดำ” ณ บริเวณคลองสำโรง หมู่ที่ 3 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อรับมือและเร่งแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยมีนายวินิจ เทพนิต นายอำเภอเมืองสงขลา, นายเจริญ โอมณี ประมงจังหวัดสงขลา, นายนราเดช คำทัปน์ นายกเทศมนตรีเมืองเขารูปช้าง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม
นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ปลาหมอคางดำเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่มีความทนทานสูง ขยายพันธุ์รวดเร็ว อาศัยได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำทะเล อีกทั้งยังกินพืชและสัตว์น้ำทุกชนิด จึงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศและความหลากหลายของสัตว์น้ำพื้นถิ่น ซึ่งเป็นแหล่งทำมาหากินและสร้างรายได้ของชาวประมงพื้นบ้าน หากไม่เร่งควบคุมอย่างต่อเนื่องจะกระทบต่อความมั่นคงทางอาชีพของประชาชนในระยะยาว
สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดสงขลา เริ่มพบการระบาดที่อำเภอระโนดเมื่อปี 2567 ต่อมาปลายปี 2568 พบเพิ่มเติมในตำบลสนามชัย อำเภอสทิงพระ และตำบลวัดขนุน อำเภอสิงหนคร จนกระทั่งล่าสุดในปี 2569 ข้อมูลจากการสำรวจด้านนิเวศวิทยาทางน้ำ (ระหว่างวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2569) เพื่อจัดทำรายงาน EIA โครงการถนนเชื่อมต่อถนนชลาทัศน์กับทางหลวงชนบท สข.2004 บริเวณเขาเก้าเส้ง พบการแพร่กระจายเข้ามายัง “คลองสำโรง” อำเภอเมืองสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกันและมีทางน้ำเชื่อมออกสู่ทะเลอ่าวไทย จึงต้องเร่งสกัดกั้นไม่ให้ลุกลามไปยังแหล่งน้ำใกล้เคียง
รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการทอดแหสุ่มตรวจในคลองสำโรง พบว่ายังมีปลานิลและปลาท้องถิ่นอาศัยอยู่ ผลกระทบจึงยังไม่ถึงขั้นวิกฤตรุนแรง แต่เพื่อป้องกันปัญหาลุกลาม ได้มอบหมายให้เทศบาลเมืองเขารูปช้างดำเนินมาตรการกำจัดอย่างต่อเนื่อง เน้นใช้ “วิถีชาวบ้าน” ด้วยการสุมกองกิ่งไม้หรือทำกระชังชั่วคราวทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อล่อให้ปลาหมอคางดำเข้ามาอาศัย ก่อนใช้อวนปิดล้อมและระดมชาวบ้านมาร่วมกันทอดแหจับ โดยปลาท้องถิ่นจะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติให้ชาวบ้านนำไปบริโภค ส่วนปลาหมอคางดำจะจัดแข่งขันจับเพื่อมอบรางวัลสร้างแรงจูงใจ แม้ปลาชนิดนี้จะนำไปบริโภค แปรรูป หรือทำปุ๋ยได้ แต่เป้าหมายหลักคือการกำจัดออกจากระบบนิเวศ โดยจังหวัดจะติดตามและประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม
